10 อันดับ บลัชออน สำหรับสาววัย 30 ยอดฮิตขายดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้ ฉบับล่าสุดปี 2019

10 อันดับ บลัชออน สำหรับสาววัย 30 ยอดฮิตขายดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้ ฉบับล่าสุดปี 2018

ผู้หญิงวัย 30 เป็นวัยที่ต้องออกไปทำงานข้างนอก กลับมาก็ต้องทำงานบ้าน วันหยุดก็มีงานสังสรรค์ปาร์ตี้ต่างๆ มากมายจนอาจไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลตัวเอง ผิวในวัยนี้จึงเต็มไปด้วยริ้วรอย ฝ้า กระ และปัญหาความแห้งกร้านต่างๆ ซึ่งหนึ่งในเครื่องสำอางที่จะช่วยอำพรางข้อบกพร่องเหล่านี้ได้ก็คือ “บลัชออน” นั่นเองค่ะ บลัชออนเป็นเครื่องสำอางที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับพวงแก้ม ทำให้ใบหน้าของเราไม่ซูบซีดจนเกินไปและยังช่วยปรับลุคให้ดูสดใส มีชีวิตชีวาดูอ่อนเยาว์

ถึงแม้ว่าจะมีข้อดีมากมาย แต่สาวๆ เคยเจอปัญหาบลัชออนที่ใช้อยู่ปัดแล้วหน้าดูหมอง เนื้อสีไม่ค่อยติดผิวหรือจางง่ายไหมคะ ที่เป็นอย่างนั้นอาจเพราะเราเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับวัยของเราก็เป็นได้ค่ะ ซึ่งในวันนี้ผู้เขียนได้รวบรวมหลักการต่างๆ ที่น่าเชื่อถือและทำตามได้ง่ายๆ เกี่ยวกับการเลือกซื้อบลัชออนสำหรับสาววัย 30 มาให้อ่านกันเรียบร้อยแล้ว  แต่เท่านี้ยังไม่พอหรอกนะคะ เพราะการเลือกผลิตภัณฑ์จากแค่คำโฆษณาไม่สามารถทำให้เรารู้คุณสมบัติการใช้งานจริงได้ ดังนั้นการศึกษา “10 อันดับสินค้ายอดฮิตขายดี” ซึ่งผ่านการเปรียบเทียบทั้งจากราคา, คุณสมบัติและรีวิวจึงเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เราไปอ่านกันเลยดีกว่าค่ะ

สารบัญ

ลักษณะผิวพรรณของสาววัย 30

ลักษณะผิวพรรณของสาววัย 30

“อายุที่ร่วงโรยส่งผลให้ผิวพรรณเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ” ถือเป็นเรื่องที่เราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว แต่เพราะความเคยชินนี้เองที่ทำให้สาววัย 30 หลายคนเลือกที่จะละเลย โดยไม่ดูแลและหาเครื่องสำอางที่เหมาะกับลักษณะของผิวของตัวเองที่เริ่มเจอความหม่นหมอง, รอยตีนกาและความหย่อนคล้อย เพราะมีความคิดว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรผิวก็คงไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม ทั้งๆที่คุณสามารถเป็นสาววัย 30 ที่ดูดีกว่าคนอื่นๆได้น่ะสิคะ

เคล็ดลับนั้นคือ การปัดบลัชออนให้ใบหน้าดูมีมิติ เพื่อช่วยให้ผิวแลดูตึงกระชับมากยิ่งขึ้น เช่น การปัดโทนสีแดงระเรื่อบริเวณโหนกแก้ม จะทำให้ใบหน้าของคุณดูตอบลง โดยควรเลือกประเภทที่คุณใช้ถนัดมากที่สุด ซึ่งนี่ยังไม่ใช่วิธีการทั้งหมดหรอกนะคะ ถ้าใครอยากอ่านอย่างละเอียดล่ะก็ เลื่อนอ่านที่ด้านล่างนี้เลยค่ะ

วิธีการเลือกบลัชออนสำหรับสาววัย 30

เมื่อเรารู้จักสภาพผิวของเรากันไปแล้ว ลำดับต่อไปเรามาอ่านวิธีการเลือกที่ทำตามได้ง่ายแสนง่ายกันค่ะ เพื่อที่สาวๆจะได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตัวคุณมากที่สุด

เลือกประเภทของบลัชออนตาม “สภาพผิว” และ “ฟินิชลุค”

สำหรับสาววัย 30 สุขภาพผิวถือเป็นเรื่องสำคัญเลยค่ะ เช่น ผิวแห้งง่าย, ผิวมันหรือผิวแพ้ง่าย เราจึงควรเลือกเนื้อของผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิวควบคู่ไปกับการคำนึงฟินิชลุคที่อยากได้ โดยแบ่งได้ดังนี้

ผิวมันและผิวแพ้ง่าย : เลือกเนื้อสัมผัส “แบบฝุ่น” ให้ฟินิชลุคอ่อนละมุน

ผิวมันและผิวแพ้ง่าย : เลือกเนื้อสัมผัส "แบบฝุ่น" ให้ฟินิชลุคอ่อนละมุน

บลัชออนเนื้อฝุ่นมีจุดเด่นตรงที่ให้ความรู้สึกสบาย ไม่เหนียวเหนอะหนะผิว เหมาะกับสาวผิวมันและสภาพอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเราที่ทำให้เหงื่อออกง่ายและหน้ามันเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีเฉดสีให้เลือกมากมาย สามารถปรับความเข้มอ่อนของสีได้เพียงแค่เพิ่มเลเยอร์ เหมาะกับมือใหม่สุดๆ

สำหรับสาวผิวแพ้ง่าย สาเหตุที่ควรเลือกเนื้อสัมผัสนี้เพราะแบบอื่นๆ เช่นแบบครีมหรือลิควิดมักจะใส่สารกันบูดมาด้วย ซึ่งเสี่ยงต่อการระคายเคืองค่ะ และถ้าใครกังวลมากเป็นพิเศษแนะนำให้ซื้อรุ่นที่ไม่ผสมพาราเบน น้ำหอมหรือแอลกอฮอล์นะคะ เพราะอ่อนโยนต่อผิวมากกว่า

ผิวแห้ง : เนื้อ “แบบครีม” หรือเนื้อ “แบบลิควิด” ให้ฟินิชลุคแวววาว

ผิวแห้ง : เนื้อแบบครีมหรือเนื้อแบบลิควิดให้ฟินิชลุคแวววาว

สาเหตุของผิวแห้ง คือ ต่อมไขมันผลิตฟิล์มไขมันออกมาเคลือบผิวไม่เพียงพอ ทำให้ใบหน้าขาดความชุ่มชื้น ลักษณะของเนื้อบลัชออนที่เหมาะกับคุณจึงควรมีน้ำมันหรือมอยเจอร์ไรเซอร์เป็นส่วนประกอบ เพราะจะช่วยกักเก็บน้ำไว้ในชั้นผิวได้ดี ทำให้แลดูมีสุขภาพดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แถมปริมาณที่ใช้ใน 1 ครั้งยังไม่เยอะ ทำให้ใช้ได้นาน ซึ่งมีด้วยกัน 2 ลักษณะเนื้อสัมผัสนั่นเอง

  • แบบครีม : บลัชออนเนื้อครีมจะมีเนื้อค่อนข้างแน่น ซึ่งมักถูกบีบอัดอยู่ในตลับหรือแท่ง ทำให้ต้องวอร์มให้อ่อนนุ่มก่อนใช้ และเมื่อทาแล้วจะให้ฟินิชลุคที่แวววาวและดูสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ จึงเหมาะกับผู้ที่กังวลว่าผิวจะแห้งง่ายมากเป็นพิเศษ
  • แบบลิควิด : มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์จึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นผิว โดยเนื้อจะบางเบากว่าแบบครีม จึงทำให้เกลี่ยง่าย ได้ฟินิชลุคดูอ่อนละมุนและยังเพิ่มเลเยอร์ได้ง่ายกว่าอีกด้วย นอกจากนี้ยังมักบรรจุอยู่ในรูปแบบขวดจึงพกพาสะดวก เหมาะกับสาวผิวแห้งโดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการแต่งหน้า

Tip : ตามปกติแล้วครีมหรือลิควิดบลัชจะติดทนนานอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากให้นานมากขึ้นอีก แนะนำให้ปัดแบบฝุ่นทับอีกครั้งหนึ่งค่ะ เพียงเท่านี้ก็จะได้พวงแก้มที่สวยสมบูรณ์แบบแล้ว

เช็คจากฟินิชลุค (แมตต์หรือชิมเมอร์)

เช็คจากฟินิชลุค (แมตต์หรือชิมเมอร์)

ถือเป็นอีกหัวข้อที่สำคัญมากเลยค่ะ เพราะฟินิชลุคของผลิตภัณฑ์จะอยู่กับเราไปตลอดทั้งวัน ดังนั้นจะพังหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัตินี้ด้วยนะคะ สาวผิวมันที่ไม่อยากให้หน้าดูมันมากไปกว่าเดิมแนะนำให้เลือกใช้เนื้อแมตต์ ในขณะที่สาวผิวแห้งหรือคนที่อยากได้เมคอัพลุคฉ่ำวาว ให้เลือกรุ่นที่ผสมชิมเมอร์แทน นอกจากนี้แล้วอีกหนึ่งปัจจัยเล็กๆ ที่อย่าลืมใส่ใจกันคือ “เสื้อผ้า” และ “กิจกรรม” ในวันนั้นๆ เพราะจะส่งผลต่อภาพรวมของคุณ เช่น เลือกรุ่นที่มีกลิตเตอร์เยอะ เพื่อแต่งหน้าไปปาร์ตี้ตอนกลางคืน เป็นต้น

อย่าลืมคำนึงถึง “เฉดสี” กันด้วยนะจ๊ะ

ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้บลัชออนสีเดิมๆ มาตั้งแต่อายุ 20 จนถึงตอนนี้ ดูท่าว่าคุณจะต้องเปลี่ยนแล้วค่ะ เพราะบทบาทหน้าที่ที่เปลี่ยนไปและสีผิวของสาววัย 30 ที่มักจะถูกความหมองคล้ำเข้าเล่นงาน ทำให้เฉดสีสดใสที่คุณเคยชอบสมัยเป็นสาวแรกรุ่นอาจไม่เหมาะกับคุณแล้ว ซึ่งเราควรจะเลือกอย่างไรให้เหมาะสม โดยยังคงความเป็นตัวตนของเราอยู่ มาตามอ่านกันได้เลยค่ะ

เลือกรุ่นที่มีโทนสีค่อนข้างสุภาพ

เลือกรุ่นที่มีโทนสีค่อนข้างสุภาพ

ด้วยบทบาทและหน้าที่ของสาววัย 30 ที่ต้องดูภูมิฐาน บางคนก็เป็นถึงระดับหัวหน้ากันแล้ว การจะเลือกบลัชออนสีสันสดใสเหมือนตอนสาวๆ อาจจะดูไม่เหมาะเท่าไรนัก เพราะเมคอัพลุคอย่างนั้นจะทำให้คุณดูไร้เดียงสาและดูไม่เข้ากับวัย ดังนั้นเฉดสีที่เหมาะกับคุณจึงควรเป็นโทนสุภาพดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่ เช่น ชมพูกุหลาบ ชมพูเบจ หรือส้มปะการัง เป็นต้น

เลือกเฉดสีให้เข้ากับโทนสีผิว

เลือกเฉดสีให้เข้ากับโทนสีผิว

แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องคำนึงสำหรับการเลือกซื้อเครื่องสำอางนั่นคือ “สี” โดยสาวๆควรเลือกให้เข้ากับสีผิวของตัวเองตามด้านล่างนี้เลยค่ะ

  • ผิวขาว : โทนสีชมพูหรือมีติ่งสีนี้ เช่น ชมพูกุหลาบ โอลโรส แดงกุหลาบ หรือม่วงลูกพลัม , โทนสีส้ม เน้นสีส้มอ่อนจะดีกว่าโทนเข้มค่ะ
  • ผิวสองสี : โทนสีส้มหรือมีติ่งสีนี้ เช่น ส้มอมน้ำตาล ชมพูพีช , โทนชมพู เช่น ชมพูกลีบกุหลาบ ชมพูกะปิ หรือแดงเบอร์รี่ (ม่วงแดง)
  • ผิวเข้ม : โทนน้ำตาลทอง เช่น ส้มอมน้ำตาล ส้มโอลโรส หรือสีทองแดง, โทนชมพู เช่น ชมพูเข้ม หรือชมพูอมม่วง

Tip : การเปลี่ยนสีบลัชออนให้เข้ากับฤดูกาลก็เป็นอีกเคล็ดลับที่จะทำให้คุณดูมีเสน่ห์มากขึ้น เพราะยิ่งดูน่ามองและดูเป็นสาวทันสมัย โดยฤดูร้อนควรเลือกสีสดใส เช่น โทนชมพู ในขณะที่ฤดูฝนและหนาวควรเลือกสีที่สุขุมมากกว่า เช่น ชมพูกะปิหรือส้มอมน้ำตาล และอย่าลืมคำนึงถึงสีเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ด้วยนะคะ เพราะถ้าใส่ชุดสีแดงแต่เมคอัพเป็นสีชมพูก็จะดูแปลกๆ

นอกจากนี้ “ปาก” ก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ เพื่อนๆควรเลือกสีบลัชออนและลิปสติกให้เข้ากัน เพื่อลุคที่สวยสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าใครกังวล แนะนำให้มองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นทั้งลิปสติกและบลัชออนในชิ้นเดียวแทนเลยค่ะ

10 อันดับ บลัชออน สำหรับสาววัย 30 ยอดฮิตขายดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้

ตอนนี้สาวๆคงเข้าใจลักษณะผิวหน้าของตัวเองและสิ่งที่ดีที่สุดกับตัวคุณกันแล้วใช่ไหมคะ ลำดับต่อไปเรามาอ่านข้อมูลของสินค้าที่น่าสนใจกันดีกว่าค่ะ เพื่อที่สาวๆจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพไปแต่งแต้มสีสันให้กับพวงแก้มได้อย่างสมบูรณ์แบบและปลอดภัยกัน

10. NARS The Multiple (14 g)

10. NARS The Multiple (14 g)

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 1,700 บาท

ใช้งานได้ทั้งใบหน้า มีส่วนผสมของ Açaí oil ช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้น

เริ่มกันด้วยครีมบลัชจากแบรนด์ NARS ที่ใช้งานได้หลายอย่าง เป็นได้ทั้งบลัชออน, อายแชโดว์, ลิปสติก หรือแม้แต่ไฮไลท์ส่วนต่างๆของร่างกาย โดยมีเนื้อแบบชิมเมอร์ ซึ่งมีส่วนผสมจากวิตามิน อี และ Açai Oil ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระพร้อมทั้งช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิวไว้ได้นานขึ้น โดยปัจจุบันมีหลายสีและหลายขนาดให้เลือกซื้อ จึงครอบคลุมทุกความต้องการ เหมาะสำหรับสาวๆที่ผิวแห้งง่าย

สาวๆที่ใช้จริงรีวิวไว้ว่าโทนสีสวย เนื้อนุ่มลื่นเกลี่ยง่าย เบลนด์แล้วดูเป็นธรรมชาติ ส่วนชิมเมอร์ก็กระจายแสงได้ดี โดยที่ระหว่างวันไม่เป็นคราบและติดทนนาน ข้อเสียเล็กน้อย คือ ราคาแพงไปสักนิด แต่เมื่อเทียบกับคุณภาพถือว่าคุ้มค่าทีเดียวค่ะ

เรื่องน่ารู้ : สีของรุ่นนี้จะอ่อนกว่าแบบฝุ่นนะคะ เน้นเมคอัพลุคที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า ใครที่ชอบแต่งหน้าเข้มๆ อาจต้องข้ามไปดูรุ่นอื่น

9. Clinique Blushing Blush (6 g)

9. Clinique Blushing Blush (6 g)

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 1,550 บาท

สูตร Oil-Free สีไม่เพี้ยนและปราศจากสารเคมีอันตราย

บลัชออนแบบฝุ่นรุ่นนี้เป็นสูตร Oil-Free เฉดสีจึงไม่เพี้ยนระหว่างวัน โดยปราศจากพาราเบน, Phthalates (สารเคมีที่ช่วยเพิ่มคุณสมบัติความยืดหยุ่น) และน้ำหอม ทำให้ค่อนข้างอ่อนโยนต่อผิว ซึ่งสาวๆส่วนใหญ่ต่างบอกว่าเนื้ออ่อนละมุน ทำให้ปัดง่าย ส่วนเม็ดสีก็ชัดเจนและกระจายตัวได้ดี เวลาปัดจึงไม่ต้องใช้เยอะ

นอกจากนี้ยังผสมชิมเมอร์เม็ดเล็กในปริมาณพอเหมาะ จึงช่วยปรับให้ใบหน้าดูผ่องและสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีหลายสีให้เลือกและมาในแพ็กเกจแบบตลับ ซึ่งภายในมีแปรงปัดและกระจก เหมาะกับสาวผิวบอบบางแพ้ง่าย ข้อเสียเล็กน้อย คือ ติดไม่ค่อยทนกันค่ะ ทำให้ต้องเติมระหว่างวัน แต่ด้วยปริมาณที่เยอะและคุณสมบัติการใช้งานด้านอื่นๆ ทำให้รุ่นนี้ยังอยู่ในใจของสาวๆหลายคน

8. Bobbi Brown Pot Rouge For Lips And Cheeks (3.7 g)

8. Bobbi Brown Pot Rouge For Lips And Cheeks (3.7 g)

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 799 บาท

Lip & Cheek เนื้อนุ่มเกลี่ยง่าย มีหลายสีให้เลือก

ใครที่ไม่ถนัดแมทช์สีบลัชออนกับสีลิปสติกแนะนำให้ใช้รุ่นนี้เลยค่ะ เพราะเป็นแบบ Lip & Cheek จึงครบครันภายในตลับเดียว โดยรุ่นนี้มีเนื้อแบบครีมที่มีความชุ่มชื้นสูง เมื่อวอร์มแล้วจึงเกลี่ยง่าย พร้อมทั้งเม็ดสีแน่น ทำให้การแต่งแต้มพวงแก้มหนึ่งครั้งไม่ต้องใช้ปริมาณเยอะ โดยเมื่อทาแล้วครีมจะไม่ทิ้งความมันบนใบหน้าและยังค่อนข้างติดทนนาน เหมาะสำหรับสาวผิวแห้งง่าย

รุ่นนี้มีให้เลือกหลายหลายโทนสี ซึ่งสาวๆส่วนใหญ่บอกว่ามีความเป็นธรรมชาติ เบลนด์แล้วดูแนบเนียน มาในแพ็กเกจแบบตลับ ซึ่งภายในมีกระจกเพื่อให้ใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น

7. Revlon Powder Blush (5 g)

7. Revlon Powder Blush (5 g)

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 360 บาท

โทนสีสวย มีหลายฟินิชลุคให้เลือกและติดทนนาน

มาถึงบลัชออนอีกหนึ่งรุ่นที่อยู่ในดวงใจของสาวๆ ด้วยคุณภาพที่เหมาะสมแถมมาพร้อมกับราคาที่ย่อมเยา โดยรุ่นนี้มีเนื้อสัมผัสแบบฝุ่น ซึ่งมีหลายฟินิชลุคให้เลือก ทั้งแบบแมตต์ ซาตินและชิมเมอร์ นอกจากนี้ยังมีหลายโทนสี ครอบคลุมทุกสีผิวของสาวไทย บรรจุมาในตลับขนาดกะทัดรัด ซึ่งภายในครบครันไปด้วยกระจกและแปรงปัด เหมาะกับสาวผิวมัน

ส่วนคุณสมบัติการใช้งานมีโทนสีที่สวย เบลนด์สีง่าย ปัดแล้วดูเป็นธรรมชาติและยังติดทนนาน แต่เม็ดสีไม่แน่นเท่าไร ทำให้ต้องปัดซ้ำหลายรอบจึงจะได้ความเข้มที่ต้องการและแปรงปัดคุณภาพยังกลางๆ แต่ถ้าเทียบกับปริมาณและราคาก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะซื้อค่ะ

6. Benefit Benetint (4 ml)

6. Benefit Benetint (4 ml)

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 500 บาท

แก้มมีเลือดฝาดสุดธรรมชาติและยังติดทนนานด้วยสูตร Tint

มาดูบลัชออนแบบลิควิดกันบ้าง รุ่นนี้เป็นสูตร Water Tint และยังใช้เป็นลิปได้ด้วย โดยปัจจุบันมีสีแดงระเรื่อให้เลือกสีเดียว แต่มีให้เลือกซื้อหลายไซซ์ จึงตอบโจทย์ได้ทุกไลฟ์สไตล์ของสาวๆ โดยเฉพาะสาวผิวแห้ง

คนที่ใช้จริงต่างชื่นชอบในเนื้อที่บางเบาช่วยให้เกลี่ยง่าย เม็ดสีแน่น ใช้ครั้งหนึ่งไม่ต้องเยอะ นอกจากนี้โทนสีก็เป็นธรรมชาติมีกลิ่นหอมของกลิ่นกุหลาบ เมื่อเบลนด์แล้วได้พวงแก้มที่ดูเลือดฝาดแลดูสุขภาพดี ที่สำคัญติดทนนานตลอดวัน แต่ที่ปากอาจจะดูแห้งไปสักนิด แนะนำให้ทาลิปมันหรือลิปบาล์มลงเสียก่อน อย่างไรก็ตาม หลายคนบอกว่าเมื่อปาดที่แก้มแล้ว เนื้อจะแห้งไวนะคะ ต้องรีบเกลี่ยสักนิดนึง ไม่งั้นจะเป็นด่างๆได้

5. Majolica Majorca Cream De Cheek (5.4 ml)

5. Majolica Majorca Cream De Cheek (5.4 ml)

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 350 บาท

โทนสีธรรมชาติ เป็นสูตรกันน้ำ มีน้ำมันแมคคาเดเมียให้ความชุ่มชื้น

ครีมบลัชกึ่งเจลรุ่นนี้น่าสนใจทีเดียวค่ะ เพราะเป็นสูตร Waterproof ซึ่งมีส่วนผสมของวิตามินอีและน้ำมันจากถั่วแมคคาเดเมีย คอยให้ความชุ่มชื้นและกักเก็บน้ำไว้ในเซลล์ผิวได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยี Thickening Oil Base และ Smooth Powder ช่วยเพิ่มความเนียนลื่นให้กับเนื้อครีม ทำให้เกลี่ยง่ายและแห้งเร็ว โดยมีให้เลือกหลายสี ครอบคลุมทุกสีผิว เหมาะกับสาวผิวแห้ง โดยเฉพาะคนที่ชอบแต่งหน้าลุคธรรมชาติ

สาวๆ ที่ใช้จริงต่างชื่นชอบในโทนสีที่สวย เม็ดสีชัด ใช้นิดเดียวสีก็เบลนด์ได้ทั่ว ทั้งยังมีสัมผัสที่บางเบา ทำให้ไม่หนักผิว ซึ่งเมื่อแห้งแล้วให้ฟินิชลุคค่อนข้างแมตต์และติดทนนาน

4. MAC Powder Blush (6 g)

4. MAC Powder Blush (6 g)

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 1,120 บาท

มีหลายเฉดสีหลายฟินิชลุคให้เลือก อ่อนโยนต่อผิว

นอกจากจะมีลิปสติกคุณภาพดีแล้ว แบรนด์นี้เขายังมีบลัชออนแบบฝุ่นที่น่าสนใจด้วยค่ะ ด้วยเฉดสีและฟินิชลุคที่มีให้เลือกหลากหลายจึงตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการของสาวๆ ซึ่งผ่านการทดสอบทางการแพทย์แล้วว่าอ่อนโยนต่อผิว ถูกบรรจุมาในตลับขนาดกะทัดรัด ซึ่งภายในมีกระจกเพิ่มความสะดวกสบายในการพกพา เหมาะกับสาวผิวธรรมดา-ผิวผสม

รุ่นนี้มีโทนสีที่สวยระเรื่อดูเป็นธรรมชาติดูเนียนไปกับผิว แต่หักคะแนนตรงสีค่อนข้างติดยาก ต้องปัดซ้ำหลายๆ ครั้ง ส่วนความติดทนขึ้นอยู่กับปริมาณการปัดและกิจกรรมของแต่ละคน

3. Sleek MakeUp Blush (8 g)

3. Sleek MakeUp Blush (8 g)

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 369 บาท

เฉดสีสวย เผยผิวโกลว์ ติดทนระดับหนึ่ง

บลัชออนเนื้อฝุ่นรุ่นนี้โด่งดังจากการมีคุณสมบัติและเฉดสีที่ใกล้เคียงกับแบรนด์ Hi-End แบรนด์หนึ่ง แต่กลับมาในราคาที่ย่อมเยากว่า และยังมีส่วนผสมของสารสกัดจากโจโจ้บา จึงช่วยให้ผิวไม่แห้งตึงจนเกินไปขณะใช้ นอกจากนี้เนื้อยังมีชิมเมอร์เล็กละเอียดผสมอยู่ ซึ่งช่วยปรับสีผิวให้ดูผ่องขึ้นเล็กน้อย ปัจจุบันมีหลายสีให้เลือก โดยมาในแพ็กเกจแบบตลับ ซึ่งภายในมีกระจก เหมาะสำหรับสาวผิวธรรมดา-ผิวผสม

โทนสีสวยโดนใจสาวๆและเนื้ออ่อนละมุน ช่วยให้ปัดง่ายและได้พวงแก้มที่ดูระเรื่อเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังติดทนในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ลองปัดบางๆดูก่อนนะคะ เพราะหลายคนบอกว่าเม็ดสีแน่นมาก ใช้แปรงจิกสีนิดเดียวก็เบลนด์ได้ทั่วทั้งแก้มแล้ว

2. Oriental Princess Beneficial Kiss From A Rose Natural Face Tint (9 ml)

2. Oriental Princess Beneficial Kiss From A Rose Natural Face Tint (9 ml)

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 399 บาท

เนื้อบางเบาสบายผิว มีหลายสีให้เลือก พวงแก้มระเรื่อ

อีกหนึ่งบลัชออนที่เหมาะกับสาวผิวแห้ง เพราะมีเนื้อแบบน้ำ เป็นสูตรทิ้นท์ ใช้แต่งแต้มได้ทั้งเรียวปากและพวงแก้ม โดยมีให้เลือก 3 โทนสี บรรจุมาในขวดแก้วพร้อมหัวแปรงแบบยาทาเล็บ ช่วยกำหนดปริมาณของเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ถูกปาดขึ้นมาให้ไม่เยอะจนเกินไปและใช้งานง่ายเพียงแค่ป้ายแล้วใช้นิ้วเบลนด์ๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณและราคาถือว่าคุ้มค่าทีเดียวค่ะ

ด้านการใช้งาน หลายคนบอกว่าโทนสีสวย เนื้อบางเบา ช่วยให้เกลี่ยง่าย แต่แห้งไวนิดนึงนะคะ ซึ่งเมื่อเบลนด์แล้วได้พวงแก้มที่ระเรื่อแลดูมีสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเนื้อสีก็ค่อนข้างติดทนนาน แต่สำหรับริมฝีปาก อาจจะเลือนง่ายไปบ้าง จึงเหมาะกับการแต่งหน้าลุคธรรมชาติหรือในวันสบายๆ

1. NARS Blush (4.8 g)

1. NARS Blush (4.8 g)

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 1,250 บาท

โทนสีสวย มีให้เลือกหลายสีและหลายเนื้อสัมผัส แถมยังใช้ได้นาน

วินาทีนี้ต้องยกให้เขาจริงๆ ค่ะ เพราะฮิตหนักมาก หันไปถามสาวๆ คนไหนก็ล้วนใช้รุ่นนี้กันทั้งนั้น เพราะมีโทนสีที่เป็นธรรมชาติ แถมยังมีให้เลือกหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีหลายฟินิชลุคอีกด้วย ทั้งแบบ Silky Matte และ Shimmer พร้อมด้วยเนื้อสัมผัสแบบฝุ่นที่ถูกพัฒนาให้มีอณูเล็กละเอียด มีเม็ดสีที่โปร่งแสง จึงช่วยให้เบลนด์สีได้อย่างแนบเนียน มาในแพ็กเกจแบบตลับพร้อมกระจก เหมาะสำหรับผิวผสม-ผิวมัน

หลายคนต่างบอกว่าโทนสีสวยและเม็ดสีแน่น โดยเฉพาะสี Orgasm ที่เป็นที่นิยมของสาวๆ ใช้แปรงจิกสีนิดเดียวก็เบลนด์ได้ทั้งแก้ม ส่วนรุ่นที่มีชิมเมอร์ก็ช่วยกระจายแสงได้ดี จึงไม่ดูแวววาวจนเกินไปอีกทั้งยังติดทนนาน ดังนั้นเมื่อเทียบกับปริมาณแล้วจึงใช้ได้นาน คุ้มค่ากับราคาแน่นอนค่ะ

ปัดแก้มอย่างไรให้เหมาะกับสภาพผิวของสาววัย 30 และคำเตือนที่ควรรู้

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าวิธีการปัดแก้มก็มีผลต่อเมคอัพลุคของเราเหมือนกันนะคะ นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เราไม่ควรทำด้วย ซึ่งจะมีอะไรบ้าง ตามอ่านได้จากด้านล่างนี้เลยค่ะ

วิธีปัดแก้มสำหรับสาววัย 30

วิธีปัดแก้มสำหรับสาววัย 30

โดยปกติแล้ว รูปหน้าที่แตกต่างกันทำให้สาวๆแต่ละคนต้องการทิศทางการปัดแก้มที่ต่างกันไป แต่ก็มีวิธีเบสิกที่เข้าได้กับทุกรูปหน้าอยู่นะคะ สาวๆลองทำตามกันดูได้

  1. กะตำแหน่งด้วยการวางแปรงปัดบริเวณแก้มที่อยู่ระดับเดียวกับปลายจมูกและกลางลูกตาดำ
  2. ขยับแปรงเข้าและออกเพื่อเบลนด์สีให้เสมอทั่วกัน โดยปัดเฉียงขึ้นไปหาโหนกแก้มเล็กน้อย
  3. กะให้เหลือช่องว่างประมาณ 1 นิ้วชี้ระหว่างปลายจมูก (ใช้นิ้วชี้วางที่มุมปากแล้วเฉียงขึ้นไปทางปีกจมูก) กับเส้นกรอบหน้า

Tip : สำหรับสาวๆที่กังวลเรื่องหน้ากลมเป็นพิเศษ แนะนำให้ปัดแก้มวนเป็นวงกลมแทนนะคะ เพราะรูปทรงแบบนี้จะไม่เน้นความกว้างของหน้า จึงไม่ทำให้ดูอ้วนขึ้น

ใครที่ต้องการให้สีติดทนนาน ให้ใช้เนื้อแบบครีมปาดก่อนแล้วตามด้วยแบบฝุ่นทับ เท่านี้คุณก็ไม่จำเป็นต้องพกบลัชออนไปเติมระหว่างวันแล้ว แต่ถ้าใครรู้สึกว่าเนื้อครีมหนาหนักเกินไปจะไม่ใช้ก็ได้นะคะ เพราะเดี๋ยวนี้ก็มีบลัชออนเนื้อฝุ่นมากมายที่เป็นสูตรติดทนนาน แถมยังให้ฟินิชลุคที่ดูบางเบาและเป็นธรรมชาติด้วย

ระวังสัมผัสของบลัชออน

ระมัดระวังเนื้อสัมผัสของบลัชออน

ผิวบริเวณแก้มเป็นบริเวณที่บอบบาง ซึ่งถูกรังสี UV ทำร้ายได้ง่าย ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและเป็นเหตุให้การเกิดระคายเคืองในที่สุด ดังนั้นสาวๆ คนไหนที่กังวลเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ อย่าลืมเลือกใช้บลัชออนเนื้อครีมหรือลิควิดกันนะคะ เพราะจะช่วยกักเก็บน้ำและคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวขณะที่ใช้

สำหรับแบบฝุ่น แน่นอนว่าตัวช่วยในการปัดที่ขาดไม่ได้เลยคือ “แปรงปัดแก้ม” ซึ่งหากใช้แปรงปัดแก้มที่มีขนแข็งๆ ปัดแก้มทุกวันอาจก่อให้เกิดการเสียดสีกับผิวทุกวันจนทำให้เกิดการระคายเคืองกับผิวได้ ดังนั้นควรเลือกใช้แปรงปัดแก้มที่มีขนที่อ่อนนุ่มพอเหมาะ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ผิวระคายเคืองนะคะ

บทส่งท้าย

“บลัชออน” ถือเป็นไอเทมที่มีความสำคัญมากในการแต่งหน้า เพราะอัตราส่วนของสีสันที่แต่งแต้มลงไปค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับ Color Make Up ชิ้นอื่นๆ จึงแทบเป็นตัวกำหนดเมคอัพลุคของเราเลยก็ว่าได้ ก่อนการเลือกทุกครั้งสาวๆ จึงควรใส่ใจเนื้อสัมผัส เฉดสี ฟินิชลุค หรือแม้แต่แปรงปัดแก้มที่มีแถมมาในบางรุ่นนะคะ เพื่อให้เราได้ผลิตภัณฑ์ที่ทั้งเหมาะและดีกับตัวเองมากที่สุด นอกจากนี้อย่าลืมปัดแก้มให้ถูกวิธี เพียงเท่านี้คุณก็จะมีลุคที่สวยสมบูรณ์แบบแล้วค่ะ

ใส่ใจตัวเองด้วยการแต่งหน้ากันไปแล้ว อย่าลืมดูแลผิวพรรณด้วยการซื้อสกินแคร์ที่เหมาะกับตัวเองมาบำรุง เพื่อเสริมให้ผิวแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้นกันนะคะ เราจะได้มีใบหน้าที่สวยทั้งตอนมีเครื่องสำอางและตอนไม่มี