10 อันดับ ลำโพง เสียงดี เบสแน่น ยี่ห้อไหนดี ฉบับล่าสุดปี 2019

2 Harman Kardon Onyx 3

องค์ประกอบสำคัญสำหรับเครื่องเสียงที่ดีก็คงหนีไม่พ้น ‘ลำโพง’ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการถ่ายทอดเสียงให้ผู้ฟัง หากใครที่เป็นสายฟังเพลงตัวจริงแล้วล่ะก็ จะสามารถแยกเสียงที่ขับออกมาจากลำโพงได้ชัดเจนเลย ทั้งเสียงสูง กลาง และต่ำ แต่สำหรับคนที่รักเสียงเพลงเช่นกันและยังไม่โปรถึงขั้นนั้น ก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ วันนี้ทีมงานของเรา ไปคัดสรรข้อมูลเกี่ยวกับลำโพงเสียงดี ที่สามารถถ่ายทอดเสียงต่ำหรือเสียงเบสได้ทุ้มนุ่มลึกมาเสนอให้คุณ ๆ อ่านกัน ทั้งหลักวิธีการเลือกและข้อมูลในรูปแบบ Ranking 10 อันดับลำโพงที่ฮิตฮอตในยุคนี้กันค่ะ

เนื่องจากระดับเสียงเบสที่ถ่ายทอดออกมาจากลำโพงนั้นมีส่วนสำคัญมากในการกำหนดว่าเสียงที่ออกมานั้นจะกลมกล่อมพอดี รื่นหูคนฟังหรือไม่ ฉะนั้น เพื่อให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับลำโพงและเสียงมากขึ้น เรามาเริ่มกันที่เกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเสียงและลำโพง รวมทั้งอธิบายวิธีการเลือกไปพร้อมกันว่า ‘เสียงดี’ และ ‘เบสแน่น’ นั้นต้องเลือกจากคุณลักษณะอย่างไร โดยข้อมูลเหล่านี้อ้างอิงมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาพและเสียงจากประเทศญี่ปุ่นค่ะ

สารบัญ

วิธีการเลือกลำโพงเสียงดี เบสแน่น

ในส่วนของการเลือกลำโพงนี้ ต้องขอออกตัวไว้ก่อนค่ะว่า จะมีศัพท์เฉพาะทางด้าน Audio แทรกเข้ามาบ้าง อย่างไรก็ตาม เราจะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายสำหรับคุณที่สุด

ตรวจสอบว่าเสียงต่ำอยู่ในระดับใด

จริง ๆ แล้วเราสามารถรู้ได้ว่าลำโพงให้เสียงต่ำระดับไหน โดยการดูจากสเปกของ “ระดับความถี่คลื่น” กับ “Woofer” ค่ะ

แนะนำระดับคลื่นความถี่ที่ต่ำกว่า 100 Hz เป็นต้นไป

แนะนำระดับคลื่นความถี่ที่ต่ำกว่า 100 Hz

จะดูว่าลำโพงให้เสียงเบสได้ดีหรือไม่ให้ดูจากสเปกที่เขียนว่า Frequency Response หรือการตอบสนองต่อย่านความถี่ ซึ่งจะแสดงเป็นตัวเลขช่วง ○○Hz – ○○kHz (บางแบรนด์อาจแสดงเป็น ○○Hz – ○○Hz) หากค่าที่ต่ำสุดน้อยกว่า 100 Hz ก็หมายความว่าลำโพงถ่ายทอดเสียงต่ำได้ดี และถ้าค่าสูงสุดมากกว่า 30 kHz ก็หมายความว่าลำโพงสามารถถ่ายทอดเสียงสูงได้ดีด้วยเช่นกัน

สรุปได้ว่า ถ้าเลือกลำโพงที่มี Range ความถี่กว้าง ๆ เราก็สามารถเพลิดเพลินแนวเพลงได้หลากหลาย ทั้งเพลงเบสหนักอย่าง EDM หรือจะฟังแนวใสแบบ POP ก็ไม่มีปัญหา

ยิ่งมี Woofer ด้วยยิ่งเหมาะกับเสียงทุ้มต่ำ

ยิ่งมี Woofer ด้วยยิ่งเหมาะกับเสียงทุ้มต่ำ

Speaker Unit ที่ปล่อยเสียงต่ำจะถูกเรียกว่า Woofer ถ้าเป็นลำโพงที่ปล่อยเสียงระดับต่ำลงไปอีกโดยเฉพาะจะเรียกว่า Subwoofer ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า Woofer แต่สามารถขับเสียงได้เหมือนลำโพงตัวใหญ่ ๆ

ลำโพงที่มี Subwoofer ในตัวจะสามารถถ่ายทอดเสียงต่ำได้นุ่มลึกกว่า โดยเฉพาะที่อยู่ในชุดโฮมเธียเตอร์มักจะแสดงค่า ch  (จำนวนลำโพง) เป็นจุดทศนิยม คือ ○.1 ch ตัวอย่างเช่น 2.1 ch , 5.1 ch , 7.1 ch ให้ลองสังเกตตรงนี้เวลาเลือกซื้อดู

ตรวจสอบคุณภาพเสียง

นอกจากเสียงทุ้มต่ำแล้ว คุณภาพเสียงอื่น ๆ ก็ควรแก่การคำนึงถึงเพื่อให้ได้อรรถรสในการรับฟังมากขึ้น หากดีแต่เสียงเบส แต่เสียงกลางถึงเสียงสูงขับไม่ได้หรือไม่ได้ยินเสียงร้องคนร้อง คนฟังก็คงจะหงุดหงิดไม่น้อย เราจึงต้องเช็กคุณภาพเสียงโดยรวมเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ด้วย

เพื่อเสียงสมจริง เลือกแบบจำนวน Channel (ch) เยอะ ๆ (จำนวนลำโพงมาก)

เพื่อเสียงสมจริง เลือกแบบจำนวน Channel (ch) เยอะ ๆ (จำนวนลำโพงมาก)

ยิ่งมีหลาย ch มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้รับฟังเสียงที่สมจริงได้มากเท่านั้น เช่น ลำโพง 2.0 ch (สเตอริโอ) ที่ปล่อยเสียงออกทั้ง 2 ข้าง ซ้าย-ขวา ก็จะให้เสียงที่ดีกว่า 1.0 ch (โมโน) ที่เสียงออกจากลำโพงเดียว เป็นต้น

อย่างโฮมเธียเตอร์ที่ต้องการความสมจริงก็จะใช้แบบ 5.1 ch คือ มีลำโพงกลาง 1 ตัว ลำโพงหน้าและหลังอย่างละ 2 ตัว พร้อมกับ Subwoofer อีก 1 ตัว ทำให้ได้ยินเสียงจากรอบทิศทางและได้ความระทึกใจจากพลังเสียงเบสด้วย

เน้นครบถ้วนใน 1 ตัวเลือกแบบ Full-Range ถ้าเน้นคุณภาพเสียงเลือก Multi-Way System

เน้นครบถ้วนใน 1 ตัวเลือกแบบ Full-Range ถ้าเน้นคุณภาพเสียงเลือก Multi-Way System

ก่อนอื่นเราต้องจัดลำดับความสำคัญก่อนว่า ตัวเองต้องการอะไรเป็นหลัก หากต้องการรวบรวมทุกระดับเสียงตั้งแต่สูงถึงต่ำไว้ในลำโพงตัวเดียว ก็ให้เลือกดอกลำโพงแบบ Full-Range แต่ถ้าต้องการเน้นคุณภาพเสียงจริง ๆ ก็ให้เลือกเป็นแบบ Multi-Way System ที่มีดอกลำโพงหลายตัวแยกตามความสามารถในการขับเสียงนั้น ๆ (Tweeter ขับเสียงสูง,  Mid-Range ขับเสียงกลาง, Woofer ขับเสียงต่ำ)

ปัจจุบันที่น่าสนใจก็คือ มีการทำลำโพงแบบพกพาที่เป็น Full-Range ออกมาขายกันพอสมควร ซึ่งเสียงดีแถมราคาก็ไม่แพง แต่ทว่าแบบ Multi-Way ก็ยังมีจุดแข็งยืนหนึ่งตรงที่ความสามารถในการสื่อเสียงได้ดีและสมจริงมากกว่าค่ะ

เลือกแบบรองรับ Hi-Res Audio (High – Resolution Audio) เพื่อเสียงสมจริงไม่บิดเบือน

เลือกแบบรองรับ Hi-Res Audio (High - Resolution Audio) เพื่อเสียงสมจริงไม่บิดเบือน

หากต้องการฟังเพลงคุณภาพเสียงระดับ Hi – Res ก็จำเป็นต้องเลือกลำโพงในระดับที่สามารถขับเสียง Hi – Res ได้ เพราะเสียงแบบนี้จะมีความละเอียดกว่าเสียงปกติเป็นเท่าตัว หากลำโพงรุ่นนั้นไม่รองรับ ก็จะถ่ายทอดเสียงออกมาด้อยกว่าคุณภาพต้นเสียงค่ะ

เลือกขนาดลำโพงตามขนาดพื้นที่จัดวาง

เลือกขนาดลำโพงตามขนาดพื้นที่จัดวาง

อีกหนึ่งประการที่สำคัญก็คือ ควรคำนึงถึงขนาดของลำโพงให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ที่จะนำไปวางด้วย โดยปกติแล้ว ลำโพงที่ขับเสียงต่ำได้ดีจะมีดอกลำโพงขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้ตู้ลำโพงใหญ่ขึ้นไปด้วย และแน่นอนราคาก็สูงตามมาเช่นกัน

หากไม่มีพื้นที่และอยากประหยัดงบ แนะนำให้เลือกลำโพงที่เป็น Bass Reflex ซึ่งจะมีช่องให้เสียงสะท้อนในตัวเอง มีประโยชน์ตรงที่จะช่วยลดขนาดของตู้ลำโพงได้ แต่สามารถขับเสียงต่ำได้ดีและมีพลังเหมือนกัน ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว

เลือกแบบ Active หรือ Passive ตามสภาพแวดล้อมในการรับฟัง

เลือกแบบ Active หรือ Passive ตามสภาพแวดล้อมในการรับฟัง

Active Speaker คือ ลำโพงที่มีแอมป์ในตัว สามารถขับเสียงด้วยตัวเองได้ แต่ Passive Speaker เป็นลำโพงเปล่า ๆ ไม่มีแอมป์ในตัวจึงไม่ขับเสียงเองไม่ได้ ต้องซื้อแอมป์แบบแยกต่างหากมาต่อขยาย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการขับเสียงและควบคุมเสียงได้ดีกว่าแอมป์ที่ประกอบไว้ในตัวลำโพงเอง

ดังนั้น หากใครต้องการฟังเพลงโดยต่อกับคอมพิวเตอร์ง่าย ๆ ก็ใช้แบบ Active Speaker แต่ถ้าใครต้องการฟังเสียงเบสแบบนุ่มทุ้มต่ำมากขึ้นไปอีก หรือมีแผนอยากได้แอมป์มาต่อขยายระบบอยู่แล้ว ก็ควรเลือกแบบ Passive Speaker ค่ะ

ลำโพงพกพา ให้เลือกค่า Output และ ฟังก์ชัน Passive Radiator ด้วย

ลำโพงพกพา ให้เลือกค่า Output และ ฟังก์ชัน Passive Radiator ด้วย

หากคิดจะซื้อลำโพงพกพาแบบต่อ Bluetooth อย่าลืมเช็กขนาด Output Watt (w) และตรวจสอบว่ามี Passive Radiator ด้วยหรือไม่ ยิ่งตัวเลข w มีค่าสูงเท่าไหร่ ก็จะให้เสียงดัง ได้ยินเสียงต่ำง่ายกว่า อย่างน้อยที่สุดควรมีค่าอยู่ที่ประมาณ 10w

Passive Radiator เป็นตัวช่วยขยายขอบเขตเสียงต่ำ ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เลือกตัวที่มีฟังก์ชันนี้อยู่เพราะความกังวานของเสียงต่ำและคุณภาพเสียงที่เราได้รับจะดีมากขึ้นเลยทีเดียว

10 อันดับ ลำโพง เสียงดี เบสแน่น ยี่ห้อไหนดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้

เมื่อทราบเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับวิธีการเลือกลำโพงแล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาไปมองหาลำโพงในฝันกันแล้วค่ะ ลำดับต่อไปเราจะมาแชร์อันดับลำโพงเสียงดีเบสแน่น ไว้ให้เป็นทางเลือกในการตัดสินใจของทุกคน ลองเก็บไว้พิจารณาดูกันนะคะ

10. KEF MUO

10. KEF MUO

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SHOPEE

ราคา 10,900 บาท

ลำโพงตัวเล็กสำหรับพกพา ดีไซน์หรูหรา มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดล้ำ

ลำโพง Active ยี่ห้อ KEF แบรนด์คุณภาพระดับ Hi-End จากประเทศอังกฤษ ผู้คิดค้นนวัตกรรม Uni-Q หรือการผลิตลำโพงในรูปแบบที่ให้ตัวดอกลำโพงขับเสียงต่างกัน 2 ตัวมาวางซ้อนกันอยู่ที่จุดเดียว ใช้หลักการเหมือนปากของคนเวลาออกเสียงเลยค่ะ ข้อดีคือ จะได้เสียงที่มีมิติกว่าลำโพงชนิด Full-Range ที่มีตัวขับเสียงแค่ตัวเดียว แต่ให้เสียงได้ทั่วถึงทุกมุมห้องและใช้พื้นที่น้อย ซึ่ง MUO ตัวนี้ก็ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวด้วยค่ะ

ส่วนใหญ่เราจะเห็นแต่ลำโพงตัวใหญ่ ๆ จาก KEF แต่ครั้งนี้มาในขนาดเล็กแค่ 20 cm เหมาะแก่การพกพา ดีไซน์ล้ำสมัย สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วย Bluetooth ติดตั้งง่าย พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานถึง 12 ชม. มี Bass Radiator ให้ด้วย ดังนั้น แม้เรื่องเสียงเบสจะยังไม่ถึงขั้นสะใจ แต่แน่นพอสำหรับการใช้งานทั่วไปค่ะ

Frequency Response 60 Hz – 20 kHz
รูปแบบดอกลำโพง Uni-Q (กึ่ง Multi-Way)
Output 15 watts
Active/Passive Active
Bass Reflex
Passive Radiator
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้

9. Polk Audio S20

9. Polk Audio S20

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SHOPEE

ราคา 15,900 บาท

ลำโพง Hi – Resolution ที่ขับเสียงได้สมบูรณ์แบบทุกย่าน

ลำโพง Passive ของแบรนด์ Polk Audio จากอเมริกาที่กำลังเป็นที่นิยมในบ้านเรา ด้วยการตั้งคอนเซ็ปต์สินค้าว่าเป็น American Hi-Fi นึกภาพออกเลยไหมคะว่า เสียงจะออกมาแนวไหน ตัวลำโพงให้ Frequency Response อยู่ที่ 39 Hz – 40 kHz แค่นี้ก็อึ้งไปหนึ่งตลบ เพราะขับเสียงได้กว้างมาก แถมยังรองรับ Hi – Resolution เมื่อได้ฟังก็จะรู้สึกประหนึ่งว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในสตูดิโอหรือคอนเสิร์ตฮอลเลยทีเดียวค่ะ ด้วยเสียงที่ต่ำที่คมและทรงพลัง และเสียงสูงที่เคลียร์และนิ่ง บรรเลงได้มีไดนามิก พลังสูงสุดถึง 125 w เรียกว่าจัดเต็มจริง ๆ

เหมือนเช่นเคยค่ะ หากต้องการดื่มด่ำกับเสียงจากลำโพงตัวนี้ได้ก็ต้องมีแอมป์ AVR ที่เข้าคู่กัน เท่าที่สืบมาเหมือนจะเข้าคู่ได้กับแทบทุกแบรนด์เลย แม้จะต้องลงทุนอีกสักหน่อย แต่ด้วยคุณภาพเสียงระดับนี้ ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

Frequency Response 39 Hz – 40 kHz
รูปแบบดอกลำโพง Multi-Way
Output 20 – 125 watts
Active/Passive Passive
Bass Reflex
Passive Radiator
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้

8. ONKYO SKF-4800

8. ONKYO SKF-4800

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SHOPEE

ราคา 10,900 บาท

ลำโพง Front Speaker ตั้งพื้น ที่หลายคนบอกว่าคุณภาพเสียงเกินราคา

ลำโพง Passive ตั้งพื้นตัวใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นที่เป็นโปรในการผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงและได้รับความนิยมจากทั่วโลกมายาวนาน มาครั้งนี้หั่นราคาจนน่าตกใจ ด้วยลำโพงแค่ตู้ละหมื่นต้น ๆ เท่านั้นเอง แต่มาพร้อมคุณภาพที่เปี่ยมล้นเหมือนเดิม ชุดนี้ประกอบด้วย Woofer 2 ตัว Tweeter 1 ตัว มี Bass Reflex ที่ยิ่งเสริมเสียงเบสจาก Woofer ทั้งสอง ย่านความถี่ที่ 55 Hz – 35 kHz เสียงต่ำก็ทุ้มสะใจ เสียงสูงก็เอื้อมได้สุด ฟังได้ทุกย่านเสียง

แต่ด้วยความที่เป็น Passive จึงต้องมีแอมป์ AVR มาเชื่อมต่อด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการเล่นเครื่องเสียงอย่างจริงจัง อย่างเช่น อยากต่อเป็นโฮมเธียเตอร์ หรือต้องการเปลี่ยนตัวใหม่จากเดิมที่ใช้อยู่ ที่สำคัญ ต้องมีพื้นที่ในการวางที่เพียงพอเพื่อให้ลำโพงแสดงคุณภาพเสียงได้เต็มที่

Frequency Response 55 Hz – 35 kHz
รูปแบบดอกลำโพง Multi-Way
Output 130 watts
Active/Passive Passive
Bass Reflex
Passive Radiator
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้

7. ELAC Debut 2.0 B6.2

7. ELAC Debut 2.0 B6.2

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 17,900 บาท

รุ่นอัพเดทของลำโพงเสียงเยี่ยม คุณภาพส่งตรงจากประเทศเยอรมัน

ตัวนี้ก็เป็นลำโพง Passive เช่นกันค่ะ เป็นของ ELAC ที่เป็น Hi-End อีกแบรนด์จากประเทศเยอรมัน ที่เซียนทุกคนรู้จักกันดี วันนี้ขอนำเสนอลำโพงตัวเล็กของ Debut Series ที่ได้ Andrew Jones นักออกแบบลำโพงชื่อดังของโลกมาดีไซน์ให้เชียวนะคะ เห็นแล้วน่า Debut ใช้สินค้า Hi-End ตามชื่อรุ่นจริง ๆ ค่ะ

B6.2 เป็นลำโพงชนิดที่เรียกว่า Bookshelf (ขนาดกำลังพอดีวางที่ชั้นหนังสือ) อัพเกรดมาจากรุ่น B6 ที่เลื่องชื่อ โครงสร้างแบบ Bass Reflex เห็นตัวเท่านี้แต่ให้ Frequency Response ต่ำถึง 44 Hz! เบสแน่น ๆ เต็ม ๆ มาแน่นอน ส่วนเสียงสูงก็อยู่ที่ 35 kHz ฟังไม่เสียดหู ตอบสนองได้ทุกย่านเสียง คุณภาพเสียงสมดุลและส่งถึงทั่วห้องแบบกระหึ่ม แต่เพื่ออรรถรสเสียงที่ดี อย่าลืมซื้อแอมป์ AVR ที่เข้าคู่กันมาใช้นะคะ

Frequency Response 44 Hz – 35 kHz
รูปแบบดอกลำโพง Multi-Way
Output ไม่ระบุ
Active/Passive Passive
Bass Reflex
Passive Radiator
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้

6. Fender Monterey Bluetooth Speaker

6. Fender Monterey Bluetooth Speaker

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SHOPEE

ราคา 15,900 บาท

ลำโพงดีไซน์คลาสสิกลงตัว พลังเสียง 120 watts โดนใจชาว Rock

ลำโพง Active ที่ Fender บริษัทสัญชาติอเมริกันผู้ผลิตกีต้าร์ชั้นนำของโลกออกมาเอาใจขาโจ๋ทั้งหลาย โดยลำโพงรุ่นนี้มีรูปร่างเหมือนแอมป์กีต้าร์ในตำนานทำออกมาให้คนที่เล่นกีต้าร์ไม่เป็น แต่ชอบดีไซน์และเอกลักษณ์เสียงแบบ Fender อย่างเราได้เลือกซื้อ ทั้งยังใช้งานง่าย ๆ ผ่านระบบเชื่อมต่อ Bluetooth ได้ไกลถึงระยะ 33-Foot

ลำโพงให้ Woofer 2 ตัว Tweeter 2 ตัว และพลังขับสูงสุดที่ 120 w การันตีได้จากนักฟังทั้งหลายว่าให้เสียงเบสที่กระหึ่มหนา อัดแน่น กระจายเต็มห้องสมกับชื่อ Fender แต่ก็คงความละมุนหูไว้ให้ชาวร็อคทั้งสมัยเก่าและสมัยใหม่ได้ดื่มด่ำ พร้อมอินกับเสียงที่เต็มพลังอย่างแท้จริง งานละเอียด ทั้งรูปลักษณ์ที่แค่เอามาตั้งไว้ในห้องนั่งเล่นความคูลก็เพิ่มอีกเป็นร้อยเท่า คุณภาพเสียงระดับนี้ ชาวร็อคควรเป็นเจ้าของสักตัวค่ะ

Frequency Response ไม่ระบุ
รูปแบบดอกลำโพง Multi-Way
Output 120 watts
Active/Passive Active
Bass Reflex
Passive Radiator
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้

5. Bowers & Wilkins Zeppellin Wireless

5. Bowers & Wilkins Zeppellin Wireless

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 29,900 บาท

ลำโพงไร้สาย Hi-End คุณภาพระดับ World Class

B&W เค้าคือ สุดขั้วของลำโพง Hi-End ยอดมหากาฬ สัญชาติผู้ดีอังกฤษที่ดังระดับ World Class แต่ด้วยราคาที่กระหึ่มไม่แพ้เสียงเลยต้องขออนุญาตเอามาไว้ที่อันดับนี้ ถือว่าเป็นการสร้างจุดเริ่มต้นให้ผู้ฟังที่อยากเป็นหูทอง ลองพิจารณาซื้อมาใช้ ตัวนี้ลำโพง Active รูปลักษณ์ทันสมัยเหมือนยานอวกาศที่ขึ้นชื่อตัวนี้ วางไว้ตรงไหนก็ต้องเด่นสะดุดทุกสายตาแน่นอน สามารถเชื่อมต่อ Bluetooth หรือ Wi-Fi ก็ได้ แถมสาวก Apple ทั้งหลายต้องถูกใจเพราะใช้ AirPlay ได้ด้วยค่ะ

สเปกตัวนี้ให้ลำโพงมาเยอะกว่าชาวบ้านธรรมดาจริง ๆ เพราะมี Tweeter 2 ตัว Mid-Range 2 ตัว Woofer 1 ตัว ซึ่งแต่ละตัวมี Amplifier ของตัวเอง ใช้เทคโนโลยีเหมือนกับลำโพงรุ่นใหญ่แถมมีย่านความถี่ 44 Hz – 28 kHz ที่กว้างดีเหลือเกิน นอกจากเสียงเบสแน่น นุ่ม มีระดับแล้ว  ยังส่งผลให้เสียงอื่นก็มีมิติ สมจริงและแม่นยำในทุกรายละเอียดจริง ๆ ค่ะ

Frequency Response 44 Hz – 28 kHz
รูปแบบดอกลำโพง Multi-Way
Output 100 watts
Active/Passive Active
Bass Reflex
Passive Radiator
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้

4. Marshall Kilburn II

4. Marshall Kilburn II

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SHOPEE

ราคา 14,990 บาท

ลำโพงไร้สายแบตอึด ชาร์จไว ที่ทำมาเอาใจนักเล่นกีต้าร์โดยเฉพาะ

เปลี่ยนมาเป็นลำโพง Active กันบ้าง เห็นหน้าตาแบบนี้คุ้น ๆ ไหมเอ่ย เราจะเห็นแบรนด์ Marshall ได้ตามคอนเสิร์ต เรียกว่าแทบทุกคอนเสิร์ตเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นแอมป์กีตาร์สัญชาติอังกฤษที่ได้รับความนิยมสูง ดังนั้น การันตีได้ถึงคุณภาพเสียงและพลังอันมหาศาลที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะผันตัวมาทำลำโพงบ้าง ด้วยรูปร่างโดยรวมและปุ่มฟังก์ชันต่าง ๆ ที่เอาใจแฟน ๆ ขาร็อค คือ ยังคงสภาพเหมือนแอมป์กีต้าร์ไว้อยู่ แลดูย้อนยุคแบบคลาสสิกแต่ที่จริงทันสมัย

เพิ่มเติมด้วยระบบเชื่อมต่อ Bluetooth ขับเสียงได้ที่ 52 Hz – 20 kHz บวกโครงสร้างเป็น Bass Reflex จึงเสริมพลังเบสให้ลงลึกไปอีก ดีไซน์ภายนอกก็เก็บได้ละเอียด เนี๊ยบ สวยงามทุกกระเบียดนิ้ว ต่างจากแบรนด์อื่นตรงที่มีสายสะพายเก๋ ๆ เพิ่มเข้ามา นอกจากจะถือไปไหนมาไหนง่ายแล้ว ยังให้อารมณ์เหมือนนักดนตรีถือกีต้าร์ด้วย ชาร์จแบตเต็มได้ในเวลาแค่ 2.5 ชั่วโมง พร้อมแบตเตอรี่ทนนานถึง 20 ชม. ฟังกันได้ข้ามวันเลยทีเดียวค่ะ

Frequency Response 52 Hz – 20 kHz
รูปแบบดอกลำโพง Multi-Way
Output 36 watts
Active/Passive Active
Bass Reflex
Passive Radiator
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้

3. Edifier R1280DB

3. Edifier R1280DB

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SHOPEE

ราคา 3,990 บาท

ลำโพงคู่ Active/Passive เชื่อมต่อหลากหลาย พร้อมรีโมทคอนโทรล

Edifier แบรนด์จากปักกิ่งที่เพิ่มความนิยมขึ้นมาเรื่อย ๆ ในขณะนี้ ด้วยคุณภาพที่คุ้มคาและราคาย่อมเยา รุ่นนี้เป็นลำโพงคู่ที่เป็น Active ข้างหนึ่งและ Passive อีกข้างหนึ่ง จึงใช้งานได้ง่าย สามารถปรับจูนเสียงได้เองโดยไม่ต้องเชื่อมต่อ AVR เหมือนลำโพง Book Shelf ตัวอื่น ๆ ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับมือถือหรือกับคอมพิวเตอร์ได้เลยผ่าน Bluetooth

รูปลักษณ์ของตัวบอดี้เป็นไม้สวยคลาสสิค แถมยังทำจากไม้อัดหนาพิเศษ MDF จึงมีความแข็งแรงทนทาน ตัวลำโพงได้รับการพัฒนาให้ขับเสียงได้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ละข้างมี Bass Unit และ Tweeter ให้เสียงเบสทุ้มนุ่มลึกได้แม้จะเป็นแค่ลำโพงตัวเล็ก ๆ ก็ตาม ยิ่งใช้งานมากขึ้นยิ่งส่งผลให้เสียงดีขึ้น แถมมีรีโมทคอนโทรลแบบไร้สายให้คุณได้ใช้งานง่ายมากอีกขั้น เรียกได้ว่าเป็นลำโพงจิ๋วแต่แจ๋วจริง ๆ ค่ะ

Frequency Response 55 Hz – 20 kHz
รูปแบบดอกลำโพง Multi-Way
Output 42 watts
Active/Passive Active+Passive
Bass Reflex
Passive Radiator
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้

2. Harman Kardon Onyx Studio 4

2. Harman Kardon Onyx Studio 4

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SHOPEE

ราคา 4,000 บาท

ลำโพงทันสมัยใช้เสียงสั่งงาน มี Party Mode เชื่อมต่อพร้อมกันได้

ลำโพง Active ของ Harman/Kardon เดิมเป็นแบรนด์อเมริกันที่ตอนนี้เป็นบริษัทลูกของ Samsung ข้อดีคือเราได้สินค้าที่ดีไซน์และคุณภาพระดับมาตรฐานอเมริกาแต่ราคาเกาหลีใต้ เป็นลำโพงที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้ใช้ รูปร่างโมเดิร์น ลำโพงประกอบด้วย Woofer 1 ตัว และ Tweeter 1 ตัว ให้เสียงต่ำที่กระชับ มีมวล ไม่ยาน ส่วนเสียงสูงก็เป็นธรรมชาติ ไม่จัดจ้านจนเกินไป

ลำโพงสามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วย Bluetooth และสามารถใช้เสียงสั่งงานผ่าน Siri หรือ Google Voice ได้ มีแบตเตอรีที่ใช้ได้นาน 8 ชั่วโมง สามารถพกพาฟังนอกบ้านชิลชิลได้ มีกำลังสูงสุดถึง 60W รับรองว่าเสียงมีพลังได้ยินทั่วถึง อีกทั้งมีฟังก์ชันรับสายโทรศัพท์ได้ด้วย อีกทั้งมี Party Mode ใช้เชื่อมต่อลำโพงให้เล่นพร้อมกันได้ถึง 100 ตัว น่าจะถูกใจกลุ่มวัยรุ่นผู้รักเสียงเพลงที่ชอบเปิดเพลงผ่านมือถือนะคะ เป็นลำโพงเหมาะกับชีวิตประจำวันที่ทันสมัยใช้งานง่ายค่ะ

Frequency Response 50 Hz – 20 kHz
รูปแบบดอกลำโพง Multi-Way
Output 60 watts
Active/Passive Active
Bass Reflex
Passive Radiator
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้

1. Klipsch The Three Gva

1. Klipsch Heritage The Three II

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SHOPEE

ราคา 24,900 บาท

ลำโพงแห่งอนาคตในรูปลักษณ์วินเทจหรู คุณภาพเสียงจัดเต็ม ฟังชั่นครบเครื่อง

ลำโพงมหากาฬแห่งวงการเครื่องเสียง Klipsch ออกมาเอาใจคนที่ต้องการคุณภาพเสียงเป็นเลิศและฟังก์ชันที่ทันสมัยแต่ไม่อยากทิ้งรูปลักษณ์เก่า ๆ ที่ดูคลาสสิค ลำโพงตัวนี้ตอบโจทย์ได้โดนใจทั้ง 3 จุดค่ะ โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Tabletop

Klipsch รุ่นนี้คงความคลาสสิคด้วยวัสดุอย่างไม้วอลนัทแท้ ๆ ให้คุณภาพเสียงใสราวคริสตัล เสียงทุ้มนุ่ม หนักแน่น เปี่ยมไปด้วยพลังมหาศาล เพราะว่าประกอบด้วย Full-Range 2 ตัวบวกกับ Woofer แบบ Long-Thow ยิงเสียงเบสได้ไกลทั่วห้องกว้าง ๆ ทั้งเสริมกำลังด้วย Passive Radiator 2 ตัว แถมโครงสร้างที่เป็น Superior Bass Reflex อีกต่างหาก และอีกอย่างที่เหนือไปจากรุ่นอื่นในไลน์เดียวกันคือความทันสมัยค่ะ สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Bluetooth และ Wi-Fi  แต่หักมุมด้วยการที่ต่อกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้ด้วยนะคะ หูทองตาเทพทั้งหลายปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้แล้วค่ะ

Frequency Response 45 Hz – 20 kHz
รูปแบบดอกลำโพง Multi-Way
Output 120 watts
Active/Passive Active
Bass Reflex
Passive Radiator
เชื่อมต่อ Bluetooth ได้

บทส่งท้าย

จบไปแล้วกับลำโพงเสียงดี เบสแน่นของเรา หวังว่าข้อมูลที่เราแชร์ให้คนรักเสียงเพลงทั้งหลายในวันนี้ จะเป็นประโยชน์ให้หลาย ๆ คนได้บ้าง ไม่มากก็น้อยนะคะ เพราะว่าลำโพงมีมากมายหลายแบรนด์ สเปกก็มีหลายแบบ หลายโครงสร้าง หากศึกษาโดยละเอียดคุณจะเห็นว่า ยังมีเรื่องให้ต้องพิจารณาอีกมากมาย จะว่าไปก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรก็ไม่ปาน บทความนี้ก็เป็นเหมือนแค่จุดเริ่มต้นในการค้นหาเท่านั้นค่ะ

จริง ๆ แล้ว เสียงแบบไหนถือว่าเป็นเสียงที่ดี ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนค่ะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก ก็เหมือนกับที่บางคนชอบฟังเพลงร็อค บางคนชอบฟังเพลงป๊อป แตกต่างกันไป ดังนั้น สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ที่จะใช้อ้างอิงในการเลือกซื้อลำโพงตัวโปรดมาติดบ้านก็คือ ความชอบของตัวคุณเอง อย่างไรแล้วทางทีมงานขอให้บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทุกคนสามารถหาลำโพงที่เสียงโดนใจตัวหนึ่งตัวนั้นจากหลายล้านตัวจนเจอนะคะ Enjoy!!

Popular Posts