10 อันดับ น้ำมันทาผิว สูตรสมุนไพร ยี่ห้อไหนดี ฉบับล่าสุดปี 2019

10 อันดับ น้ำมันทาผิว สูตรสมุนไพร ยอดฮิตขายดีที่สามารถซื้อออนไลน์ได้ ฉบับล่าสุดปี 2018

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้ง วันนี้ผู้เขียนจะมาพูดในหัวข้อ “น้ำมันทาผิว” ที่มีคุณสมบัติหลากหลาย เช่น บำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้น, ดูแลรักษาผิวหน้า และมอบกลิ่นหอมติดผิวกาย ช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจไปตลอดทั้งวัน แต่เนื่องจากหลายคนยังคงสับสนระหว่างน้ำมันทาผิวและน้ำมันหอมระเหยเพราะทั้ง 2 อย่างนี้มีหน้าตาคล้าย ๆ กัน ทำให้เลือกซื้อสินค้าผิด เวลาใช้จึงได้ผลไม่ตรงตามความต้องการ ครั้งนี้ผู้เขียนเลยรวบรวมเนื้อหาที่จะเป็นประโยชน์มาให้เพื่อน ๆ อ่านกันค่ะ

ลำดับแรก เราไปทำความรู้จักน้ำมันทาผิวกันก่อนดีกว่าว่าคืออะไร และแตกต่างจากน้ำมันหอมระเหยและน้ำหอมอย่างไร จากนั้นไปอ่าน “วิธีการเลือก” และตามด้วยหัวข้อที่หลายคนอยากรู้อย่าง “10 อันดับสินค้ายอดฮิตขายดี” ซึ่งผู้เขียนได้ทำการเปรียบเทียบคุณสมบัติ, ราคาและรีวิวจากหลายเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้มีตัวเลือกในการตัดสินใจมากขึ้นกันค่ะ

สารบัญ

น้ำมันทาผิวคืออะไร แตกต่างจากน้ำมันหอมระเหย/น้ำหอมอย่างไร

เราต่างคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้กันดีอยู่แล้ว บางท่านถึงขนาดเคยใช้มาหมดแล้วด้วย แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้ความหมายและข้อแตกต่างอย่างละเอียดของสินค้าเหล่านี้ ลำดับต่อไปผู้เขียนเลยสรุปคร่าว ๆ มาให้อ่านกันค่ะ

สิ่งที่ทำให้น้ำมันทาผิวต่างจากน้ำมันหอมระเหยคือ “ความบริสุทธิ์”

อันดับแรกเรามาดูข้อแตกต่างระหว่างน้ำมันทาผิวกับน้ำมันหอมระเหยกันก่อนดีกว่าค่ะ เพราะเป็น 2 ประเภทที่มักจะถูกเข้าใจผิดสลับกันอยู่บ่อย ๆ

ส่วนผสมที่แตกต่างกัน

ส่วนผสมที่แตกต่างกัน

ตามปกติแล้วน้ำมันหอมระเหยมักจะถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “Aroma oil” หรือน้ำหอมปรับอากาศในบ้านนั่นเองค่ะ มีความเข้มข้นสูงและไม่เจือปนสารเจือจางใด ๆ แตกต่างจากน้ำมันทาตัวที่จะประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหย หัวน้ำหอมจากธรรมชาติและน้ำมัน/ไขมัน เพื่อให้ได้กลิ่นและคุณสมบัติที่เหมาะกับการทาผิว

น้ำมันหอมระเหยไม่ควรนำมาใช้ทาผิว

น้ำมันหอมระเหยไม่ควรนำมาใช้ทาผิว

ตามที่เราได้เกริ่นไปแล้วว่าน้ำมันทาผิวเกิดจากการผสมน้ำมันหอมระเหยกับน้ำมันและไขมัน ทำให้สามารถทาผิวหนังเพื่อบำรุงรักษาหรือนวดผ่อนคลายได้ แตกต่างจากน้ำมันหอมระเหยที่เข้มข้นมากเกินไปจนอาจทำอันตรายผิวได้ แต่ถ้าใครอยากใช้เพื่อทาผิวหนังจริง ๆ แนะนำให้เจือจางให้ต่ำกว่า 1% ด้วยน้ำมันสกัดจากพืชนะคะ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าน้ำมันหอมระเหยทุกขวดจะสามารถใช้ทาผิวหนังได้นะจ๊ะ โดยเฉพาะรุ่นที่ผลิตมาจากแบรนด์ที่ไม่น่าเชื่อถือและมีราคาถูกเกินไป ให้สันนิษฐานไว้เลยว่าไม่ได้สกัดมาจากธรรมชาติ 100% และเจือปนด้วยสารเคมีค่อนข้างเยอะ หากนำมาทาผิวอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้

ความแตกต่างระหว่างน้ำหอมกับน้ำมันทาตัว

บางคนอาจจะยังไม่ทราบว่าสองผลิตภัณฑ์นี้แตกต่างกันอย่างไร เพราะดูเผิน ๆ ก็ดูคล้ายกันเหลือเกิน ทั้งมีกลิ่นหอมเหมือนกัน, สัมผัสกับผิวหนังได้ และเนื้อสัมผัสค่อนข้างคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้วพวกเขามีข้อแตกต่างกันมากมายเลยค่ะ จะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

น้ำหอมมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม

น้ำหอมมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม

ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดมากที่สุด คือ น้ำหอมจะมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมเพื่อให้กลิ่นของหัวเชื้อน้ำหอมต่าง ๆ ที่ถูกเบลนด์มาฟุ้งขจรขจาย จึงเหมาะกับการใช้เพื่อระงับกลิ่นตัวและเพิ่มความหอมให้กับเรือนกาย อย่างไรก็ตาม กลิ่นเหล่านี้อาจเปลี่ยนไปบ้างตามกลิ่นตัวของผู้ฉีดและไม่ค่อยทนทานเท่าไร นอกจากนี้ยังไม่เหมาะกับผู้ที่ผิวหนังบอบบาง เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการแพ้จนผิวหนังแดงและคันได้ค่ะ

น้ำมันทาตัวมีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลัก

น้ำมันทาตัวมีน้ำมันเป็นส่วนผสมหลัก

ต่างจากน้ำหอม “น้ำมันทาผิว” กลับไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และมีคุณสมบัติเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์แทน จึงสามารถใช้เป็นสกินแคร์เพื่อช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นขึ้น แถมยังดูแลรักษาผิวพรรณในด้านอื่น ๆ ได้ด้วย ขึ้นอยู่กับส่วนผสมของน้ำมัน นอกจากนี้ กลิ่นของน้ำมันทาผิวยังไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกลิ่นตัวของผู้ใช้ และแม้ว่าจะค่อนข้างอ่อนเมื่อเทียบกับน้ำหอม แต่กลับติดทนนานมากกว่า จึงเหมาะกับผู้ที่ผิวบอบบาง รวมไปถึงผู้ที่แพ้แอลกอฮอล์หรือน้ำหอมค่ะ

วิธีการเลือกน้ำมันทาผิว

ปกติแล้วเวลาเพื่อน ๆ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์นี้ สิ่งแรก ๆ ที่มักจะคำนึงกันคือ “สรรพคุณ” และ “กลิ่น” ใช่ไหมเอ่ย แต่เราจะไม่มีทางรู้ละเอียดนี้ได้เลยค่ะ ถ้าไม่ลองศึกษาดูก่อน วันนี้ผู้เขียนเลยสรุปสั้น ๆ มาให้อ่านกัน เพื่อน ๆ ลองเลือกดูว่าน้ำมันทาผิวลักษณะใดที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะ

โฟกัส “กลิ่น” เป็นสำคัญ

อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าน้ำมันทาตัวมีหลายส่วนผสม ทำให้แต่ละรุ่นมีกลิ่นที่ต่างกันออกไป ซึ่งเมื่อพิจารณาจากกลิ่น สามารถแยกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ “กลุ่มดอกไม้”, “กลุ่มผลไม้” และ “กลุ่มสมุนไพรเครื่องเทศ” ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าแค่เลือกกลิ่นตามที่ตัวเองชอบก็พอ แต่จริง ๆ แล้ว “กลิ่น” ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ เช่น สดชื่น, ผ่อนคลาย กระปรี้กระเปร่าหรือแม้แต่สุขุมได้ด้วยค่ะ จึงเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สามารถสร้างคาแร็กเตอร์ให้กับคุณ

กลิ่นดอกไม้ โดยเฉพาะกลิ่นกุหลาบ

กลิ่นดอกไม้ โดยเฉพาะกลิ่นกุหลาบ

ถึงแม้จะดูเป็นกลิ่นธรรมดา ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าน้ำมันทาผิวรุ่นไหนสกัดมาจากดอกกุหลาบจริง ๆ ในปริมาณเข้มข้นแล้วล่ะก็ บอกเลยว่ากลิ่นหอมรัญจวนใจและมีราคาสูงลิ่วแน่นอนค่ะ เพราะจะต้องใช้กลีบกุหลาบมากถึง 50 กลีบเพื่อให้ได้น้ำมัน 1 หยดนั่นเอง

ต่อมาเรามาดูสรรพคุณกันบ้างดีกว่า กุหลาบไม่ได้มีราคาแพงเล่น ๆ เฉย ๆ นะจ๊ะ แต่กลิ่นกลับช่วยกระตุ้นให้รู้สึกแจ่มใสและมีความสุข เหมาะกับคนที่รู้สึกอ่อนล้าหรือกำลังทุกข์ใจ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างคาแร็กเตอร์แบบผู้หญิงให้คุณอีกด้วยนะคะ

มะกรูด พระเอกของกลุ่มกลิ่นซิตรัส

มะกรูด พระเอกของกลุ่มกลิ่นซิตรัส

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ซิตรัส” กันมานาน แต่ไม่เคยรู้ว่าเจ้ากลิ่นนี้มันคือกลิ่นอะไรกันแน่ ซิตรัสแปลว่าพืชตระกูลส้ม เช่น ส้ม แมนดาริน มะกรูด หรือเลม่อน กลิ่นเลยจะออกเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ช่วยกระตุ้นให้รู้สึกสดชื่นและสงบจิตใจ ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถใช้ได้ โดยพระเอกของกลุ่มนี้คือ “มะกรูด” นั่นเองค่ะ ใครที่เพิ่งลองซื้อน้ำมันทาผิวเป็นครั้งแรก แนะนำให้ซื้อกลิ่นนี้เพื่อกันตายไว้ก่อน

กลิ่นแก่นไม้จันทร์ ให้กลิ่นอายของตะวันออก

กลิ่นแก่นไม้จันทร์ ให้กลิ่นอายของตะวันออก

สำหรับผู้ใหญ่คนไหนที่รู้สึกว่าการใช้น้ำมันทาผิวกลิ่นดอกไม้หรือซิตรัสดูขัดกับวุฒิภาวะตัวเองไปสักหน่อย แนะนำให้ลองรุ่นที่มีกลิ่นของแก่นไม้จันทร์เป็นหลัก พร้อมเบลนด์กับกลิ่นหอมหวานอื่น ๆ เช่น กานพลู, จันทร์เทศ, Amber, วนิลา และอื่น ๆ ดูนะคะ เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศที่สุขุม นุ่มลึกและน่าค้นหา โดยมีกลิ่นอายของตะวันออก

โฟกัสการใช้งาน

นอกจากจะโฟกัสกลิ่นแล้ว หลายคนก็สนใจฟังก์ชั่นการใช้งานด้วย ซึ่งน้ำมันทาผิวส่วนใหญ่ถูกผลิตมาเพื่อการใช้งาน 2 วัตถุประสงค์ด้วยกันค่ะ ได้แก่เพื่อ “ทาผิวกาย” และ “ดับกลิ่นกาย”

สำหรับทาผิวกาย มีให้เลือกหลายสูตรและสามารถใช้เป็นน้ำมันนวดสปาได้ด้วย

สำหรับทาผิวกาย มีให้เลือกหลายสูตรและสามารถใช้เป็นน้ำมันนวดสปาได้ด้วย

ประเภทนี้ถือเป็นลูกรักของสาว ๆ หลายคนเลยค่ะ เพราะสามารถใช้ทาบำรุงได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โดยช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ เหมาะกับคนผิวแห้งง่ายอย่างยิ่ง แถมยังมีกลิ่นที่หอมอบอวลคล้ายน้ำมันหอมระเหย คุณจึงรู้สึกผ่อนคลายขณะที่ใช้ ทำให้หลายคนประยุกต์เป็นน้ำมันนวดคลายความอ่อนล้าเลยทีเดียว

*บางรุ่นไม่สามารถใช้กับผิวหน้าได้นะจ๊ะ ก่อนซื้ออย่าลืมเช็คดี ๆ

ใช้เพื่อเพิ่มความหอมให้กับกลิ่นกาย

ใช้เพื่อเพิ่มความหอมให้กับกลิ่นกาย

ส่วนใหญ่แล้วประเภทนี้จะมีความจุจะไม่เกิน 10 ml ค่ะ เพราะเป็นน้ำมันเข้มข้นที่ถูกบรรจุมาให้เพียงพอสำหรับการใช้แต้มบริเวณข้อมือ ลำคอและหลังหู โดยใช้จุดละนิดเดียวก็ช่วยสร้างกลิ่นกายที่หอมละมุนแล้วค่ะ อย่างไรก็ตาม กลิ่นจะไม่รุนแรงและกระจายตัวเท่าน้ำหอมทั่วไปนะคะ

เลือกจากสรรพคุณ

หัวข้อนี้น่าจะเป็นหัวข้อที่หลายคนรอคอย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ซื้อน้ำมันเพื่อดูแลผิวโดยเฉพาะมากกว่า ซึ่งปัจจุบันนี้หลายแบรนด์ได้วิจัยและพัฒนาสูตรออกมามากมายเลยค่ะ ถ้าให้พูดทั้งวันก็กลัวจะไม่หมด วันนี้ผู้เขียนเลยขออนุญาตอธิบายเฉพาะสูตรหลัก ๆ ที่หลายแบรนด์ผลิตออกมากันนะคะ

“โจโจ้บา ออยล์” บำรุงผิวให้ยืดหยุ่นและชุ่มชื้น

"โจโจ้บา ออยล์" บำรุงผิวให้ยืดหยุ่นและชุ่มชื้น

โจโจ้บา คือ พืชชนิดหนึ่งที่สามารถเติบโตได้ดีในภูมิประเทศแบบทะเลทราย เช่น ตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย, แอริโซนา และแม็คซิโก ถูกค้นพบว่าน้ำมันมีส่วนคล้ายกับน้ำมันในผิวหนังของมนุษย์ ทำให้อุตสาหกรรมสกินแคร์และเครื่องสำอางนำมาใช้ในฐานะ “มอยสเจอร์ไรเซอร์” ที่ช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ยาวนาน ทำให้ผิวยืดหยุ่นมากขึ้น ใครที่กำลังกังวลเรื่องผิวแห้งกร้าน แนะนำให้รีบไปหาซื้อเลยค่ะ

“อาร์แกน ออยล์” ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและสัญญาณแห่งความชรา

"อาร์แกน ออยล์" ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและสัญญาณแห่งความชรา

น้ำมันชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “น้ำมันแห่งความเยาว์วัย” เพราะอุดมไปด้วย Oleic acid และวิตามิน อี ซึ่งสามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยจับออกซิเจน จึงช่วยชะลอสัญญาณแห่งความชราต่าง ๆ ได้ มากไปกว่านั้นยังมีเนื้อสัมผัสที่เนียนลื่นจึงซึมซาบเข้าสู่ผิวอย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังสามารถใช้หมักผม บำรุงให้ความชุ่มชื้นและพลิกฟื้นผมแตกปลายให้กลับมามีสุขภาพดีได้อีกด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่มีสิวหรือมีแนวโน้มที่จะเป็นง่าย ต้องระวังการใช้น้ำมันอาร์แกนนะคะ เพราะสาร Oleic acid ที่อยู่ในน้ำมันสามารถทำงานร่วมกับเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้ดี ถ้าใช้มากเกินไปอาจยิ่งกระตุ้นให้เป็นสิวง่ายขึ้น

“น้ำมันมะพร้าว” ช่วยลดเลือนฝ้ากระและริ้วรอย

"น้ำมันมะพร้าว" ช่วยลดเลือนฝ้ากระและริ้วรอย

หลายคนคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของน้องเขากันมามากและนานแล้ว เพราะเป็นวิธีการดูแลผิวและเส้นผมมาตั้งแต่โบราณ ไม่ว่าชาติไหนก็ใช้ โดยน้ำมันมะพร้าวจะอุดมไปด้วยวิตามิน อี จึงช่วยลดเลือนริ้วรอย พร้อมดูแลปัญหาผิวเสื่อมโทรมอื่น ๆ และคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกร็ดน่ารู้ : ทำไมวิตามิน อี ในมะพร้าวถึงช่วยลดริ้วรอย?

วิตามิน อี ทำหน้าที่ช่วยคืนความชุ่มชื้นกับชั้นผิวและต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหมองคล้ำและริ้วรอยถามหา นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับที่พบได้ในชั้นผิวของเรา จึงค่อนข้างอ่อนโยนกับผิวมากนั่นเองค่ะ

“น้ำมันรำข้าว” ปกป้องผิวจากรังสี UV

"น้ำมันรำข้าว" ปกป้องผิวจากรังสี UV

รังสี UV คือ วายร้ายที่ทำให้ผิวแห้ง เป็นเหตุให้เกราะป้องกันอ่อนแอลง ฝ้ากระถามหา ริ้วรอยต่าง ๆ มาเยือน แถมในบางรายอาจถึงขั้นเกิดภาวะ “แก่ก่อนวัย” ได้เลยนะคะ ซึ่งเราสามารถบรรเทาปัญหาเหล่านี้ด้วยน้ำมันรำข้าวนั่นเองค่ะ

น้ำมันรำข้าวจะมีสารตัวหนึ่งที่เรียกว่า “γ-oryzanol” ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบล็อครังสี UV จึงปกป้องผิวจากปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วย Tocotrienol ซุปเปอร์วิตามินที่มีพลังในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และ Ferulic acid คอยให้ความชุ่มชื้นกับผิว ดังนั้นจึงแนะนำเป็นพิเศษสำหรับคนที่ต้องออกแดดบ่อย ๆ หรือสัมผัสกับรังสี UV ในปริมาณมากเป็นเวลานาน

“น้ำมันอัลมอนด์”, “น้ำมันทานตะวัน” และ “น้ำมันถั่ว Kukui” คืนความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น

"น้ำมันอัลมอนด์", "น้ำมันทานตะวัน" และ "น้ำมันถั่ว Kukui" คืนความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น

น้ำมันอัลมอนด์ น้ำมันทานตะวัน น้ำมันถั่ว Kukui รวมทั้งน้ำมันจากต้นทรี มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นสูง จึงเหมาะกับการทาหลังถูกแดดเผาหรือเมื่อผิวระคายเคือง เกิดอาการแพ้มา นอกจากนี้น้ำมันอัลมอนด์ยังมีสารที่ช่วยปรับสีผิวให้ขาวกระจ่างใสขึ้นด้วยนะจ๊ะ

10 อันดับ น้ำมันทาผิว ยี่ห้อไหนดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้

หลายคนคงรอคอยหัวข้อนี้กันอยู่เลย ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เราไปอ่านข้อมูลของสินค้าที่น่าสนใจจนได้รับความไว้วางใจจากหลายคนกันดีกว่าค่ะ โดยผู้เขียนขออนุญาตคละประเภทต่าง ๆ ของสินค้า เพื่อความหลากหลายของข้อมูลนะคะ

10. Chanel Paris Coco Madmoiselle Velvet Body Oil (200 ml)

10. Chanel Paris Coco Madmoiselle Velvet Body Oil (200 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SHOPEE

ราคา 2,420 บาท

กลิ่นหอมบางเบาและสดชื่น ช่วยเพิ่มเสน่ห์อย่างสาวสมัยใหม่

จากน้ำหอมตัวท็อปสุดโด่งดัง “Coco Madmoiselle” ล่าสุดถูกพัฒนาเป็นบอดี้ออยล์ รูปแบบสเปรย์ มีเนื้อสัมผัสนุ่มนวลดุจกำมะหยี่ พร้อมส่วนผสมหลักจากส้ม ดอกกุหลาบและแพชชูลี่ จึงได้กลิ่นที่หอมบางเบา ดมแล้วรู้สึกสดชื่นและมีเสน่ห์อย่างผู้หญิงสมัยใหม่ที่มั่นใจในตัวเอง พร้อมที่จะขีดเขียนชีวิตตามที่ต้องการ เหมาะสำหรับใช้เพื่อเสริมบุคลิก

แพ็กเกจเป็นขวดพลาสติก ช่วยให้พกพาสะดวก เมื่อฉีดแล้วกลิ่นฟุ้งกระจายตัวค่อนข้างดีและติดทนนาน นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและมีชีวิตชีวามากขึ้น แม้ว่าราคาจะค่อนข้างสูง แต่ถือเป็นไอเทม Must have ที่สาว ๆ ควรมีติดโต๊ะเครื่องแป้งไว้เลยค่ะ

9. Clarins Tonic Body Treatment Oil (100 ml)

9. Clarins Tonic Body Treatment Oil (100 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 1,450 บาท

สกัดจากพืชพรรณธรรมชาติ 100% มีส่วนผสมของ Hazelnut ช่วยต่อต้านรอยแตกลาย

ต่อกันด้วยรุ่นนี้ที่สกัดมาจากพืชพรรณธรรมชาติ 100% ได้แก่ Rosemary, Geranium และ Mint ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น กระชับ เรียบเนียน และต่อต้านรอยแตกลาย พร้อมผสานคุณค่าจากน้ำมัน Hazelnut ทำหน้าที่คืนความชุ่มชื้นและกักเก็กน้ำใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวนุ่มนวลและน่าสัมผัส โดยปราศจากสารกันเสีย จึงอ่อนโยนต่อผิว แนะนำเป็นพิเศษระหว่างตั้งครรภ์หรือหลังลดน้ำหนัก

เนื้อสัมผัสเนียนลื่น ลูบไล้นุ่มละมุนผิว มีความเข้มข้น เวลาทาไม่ต้องใช้เยอะ ช่วยประหยัดปริมาณ หลังทาแล้วหลายคนรู้สึกผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น และรอยแตกลายลดลง อย่างไรก็ตาม กลิ่นค่อนข้างแรงนะคะ แต่สามารถใช้เพื่อเสริมบุคลิกได้

8. L’Occitane Almond Supple Skin Oil (100 ml)

8. L'Occitane Almond Supple Skin Oil (100 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 1,420 บาท

ส่วนผสมหลักจากเมล็ดอัลมอนด์และคาเมลลินา หอมติดทนนานและช่วยคืนความชุ่มชื้น

ใครที่อยากมีผิวนุ่มชุ่มชื้น ต้องรีบจัดตัวนี้ด่วน ๆ เลยค่ะ เพราะมีส่วนผสมหลักจากเมล็ดอัลมอนด์ พร้อมผสานคุณค่าจากน้ำมันคาเมลลินา จึงอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และ 6 รวมถึงซิลิเซียมที่ช่วยให้ผิวกระชับและแน่นขึ้น บรรจุมาในขวดแบบสเปรย์ ใช้งานง่าย อย่างไรก็ตามรุ่นนี้มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยนะคะ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง

ออยล์มีกลิ่นหอมหวานนุ่มละมุน ใช้แล้วช่วยเสริมเสน่ห์แบบผู้หญิงอบอุ่น ส่วนเนื้อค่อนข้างเข้มข้น แต่ซึมซาบไว ทาแล้วไม่เหนียวเหนะหนะ หลังใช้แล้วรู้สึกว่าชุ่มชื้น รอยแตกลายต่าง ๆ แลดูเลือนลาง กลิ่นติดผิวนาน สามารถใช้เพื่อเพิ่มความมั่นใจได้เลยค่ะ

7. Revlon Natural Honey Argan Oil (300 ml)

7. Revlon Natural Honey Argan Oil (300 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 459 บาท

บำรุงผมให้ชุ่มชื้นด้วยน้ำมันอาร์แกนจากโมรอคโคและน้ำผึ้ง

หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า Revlon เขาก็มีผลิตภัณฑ์กลุ่มบำรุงผิวด้วยนะจ๊ะ โดยออยล์รุ่นนี้มีส่วนผสมหลักจากน้ำมันอาร์แกนจากโมรอคโค ที่อุดมไปด้วย Gamma Tocopherols สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านสัญญาณแห่งความชรา, Oleic acid กรดไขมันโอเมก้า 6 และ 9 ช่วยบำรุงผมให้เปล่งปลั่ง และ Sterols ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง พร้อมผสานคุณค่าจากน้ำผึ้ง ช่วยบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น

ออยล์มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและติดผิวในระดับหนึ่ง ส่วนเนื้อค่อนข้างเนียนลื่น ทาแล้วละมุนไปกับผิว พร้อมช่วยลดปัญหาผิวแห้งเป็นขุยได้ดี แนะนำเป็นพิเศษสำหรับคนผิวแห้ง

6. Thursday Plantation Rosehip Oil (25 ml)

6. Thursday Plantation Rosehip Oil (25 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 980 บาท

สกัดจากผลของกุหลาบป่า 100% ช่วยลดเลือนริ้วรอยและบำรุงให้กระจ่างใส

รุ่นนี้น่าสนใจไม่น้อยเลยค่ะ เพราะสกัดจากผลของดอกกุหลาบป่า 100% อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3,6,9 วิตามิน เอ และสารต่อต้านอนุมูลอิสระอีกหลายชนิด จึงมีประสิทธิภาพในการช่วยลดเลือนริ้วรอย ฟื้นฟูให้กระจ่างใสและเนียนนุ่มชุ่มชื้นมากขึ้น ได้รับตราสินค้า Organic รับรองจากออสเตรเลีย จึงมั่นใจได้ว่าอ่อนโยนกับผิวหน้า

เนื้อออยล์เข้มข้น ลูบไล้ไปกับผิวหน้าได้ดี ต้องอาศัยเวลาในการซึมซาบเล็กน้อย และมีกลิ่นหอมของดอกกุหลาบ ช่วยให้ผ่อนคลายเวลาใช้ หลังจากทาแล้วช่วยให้อาการระคายเคืองต่าง ๆ รวมถึงสิวผดยุบตัวเร็วขึ้น และช่วยเร่งการลดเลือนรอยดำ แต่ต้องทาเป็นประจำอย่างต่อเนื่องสักระยะหนึ่งนะคะ

5. The Body Shop Tea Tree Oil (20 ml)

5. The Body Shop Tea Tree Oil (20 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 550 บาท

สกัดมาจากทีทรีออร์แกนิค ช่วยฆ่าเชื้อโรคและลดการอักเสบของสิว

ยังอยู่กันสกินแคร์สำหรับผิวหน้า โดยรุ่นนี้สกัดมาจากออร์แกนิคทีทรี โครงการชุมชนประเทศเคนยา มีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต้นเหตุหนึ่งของการเกิดสิว และลดการอักเสิบของผิวโดยไม่ทำให้ผิวแห้งลอกเป็นขุย นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยังมีหลายความจุ มีทั้งไซซ์ใหญ่และเล็กไว้คอยบริการลูกค้า

วิธีใช้รุ่นนี้ คือ แต้มบาง ๆ บริเวณที่กำลังหรือเป็นสิวแล้วนะคะ อย่าชโลมทั่วทั้งหน้า โดยเนื้อมีกลิ่นหอมสะอาดแบบทีทรี มีความหนืดแบบน้ำมันทั่วไป ซึมซาบไวไม่เหนอะหนะ หลังใช้แล้วรู้สึกว่าสิวยุบตัวเร็วขึ้นและช่วยลดการเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ถ้าทาสิวที่มีหัวอาจจะแสบ ๆ คัน ๆ นิดนึงนะคะ

4. DHC Olive Virgin Oil (7 ml) x 2 Units

4. DHC Olive Virgin Oil (7 ml) x 2 Units

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 1,080 บาท

สกัดจากมะกอกออร์แกนิค 100% เน้นให้ความชุ่มชื้นและต่อต้านความร่วงโรย

อีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจ สกัดมาจากมะกอกออร์แกนิคจากแคว้นอันดาลูเซีย ประเทศสเปน 100% อุดมไปด้วยวิตามิน อี ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยชะลอสัญญาณร่วงโรยของผิว พร้อมบำรุงให้ชุ่มชื้นอย่างอ่อนโยน เพราะมีลักษณะคล้ายกับ Sebum หรือไขมันที่เคลือบผิวหนังของมนุษย์ โดยปราศจากพาราเบน, สีและน้ำหอมสังเคราะห์ ปัจจุบันมีหลายไซซ์ให้เลือกซื้อ

รุ่นนี้สามารถใช้ได้ทั่วทั้งร่างกาย ตั้งแต่เส้นผม, ใบหน้าและเรือนกาย โดยออยล์มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และเนื้อค่อนข้างข้น แนะนำให้ใช้ครั้งละนิดก็พอ เมื่อทาแล้วซึมซาบไว ช่วยให้ผิวอิ่มแน่นฟูขึ้น ป้องกันรอยแตกลอย นอกจากนี้ยังช่วยให้ผมนุ่มลื่นขึ้นอีกด้วย

3. Trilogy Certified Organic Rosehip Oil (20 ml)

3. Trilogy Certified Organic Rosehip Oil (20 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 1,050 บาท

สกัดจากผลของดอกกุหลาบป่า 100% คืนความชุ่มชื้นและลดเลือนรอยต่าง ๆ

เข้าสู่ 3 อันดับสุดท้ายที่เพื่อน ๆ รอคอยกัน ประเดิมกันด้วยสกินแคร์สำหรับผิวหน้าที่สกัดมาจากผลของดอกกุหลาบป่า 100% ไร้ซึ่งสารเติมแต่งใด ๆ และทรงคุณค่าด้วยโอเมก้า 3,6,9 ช่วยคืนความชุ่มชื้นให้ผิว พร้อมต่อต้านการเกิดรอยแตกลายและลดรอยแผลเป็น รวมไปถึงริ้วรอยแห่งวัยหลังจากใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง และสำหรับใครที่รู้สึกว่าความจุเท่านี้น้อยไป ทางแบรนด์เขาก็มีไซซ์อื่น ๆ ให้เลือกซื้อกันด้วยค่ะ

ออยล์มีกลิ่นหอมคล้ายชา ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายตอนใช้ และมีเนื้อบางเบาจึงซึมซาบไว หลังจากใช้แล้วสัมผัสได้ว่าผิวอิ่มแน่นฟูขึ้น เนียนละเอียด สิวและรอยต่าง ๆ ค่อย ๆ ลดน้อยลง ถือเป็นไอเทม Must have อีกตัวหนึ่งเลยค่ะ

2. Tarte Maracuja Oil (50 ml)

2. Tarte Maracuja Oil (15 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 1,990 บาท

ช่วยคืนความชุ่มชื้นพร้อมบำรุงให้แข็งแรงด้วยคุณค่าจากมาราคูจา 100%

ต่อกันด้วยอันดับที่ 2 ใครเป็นสายออร์แกนิคต้องรีบจัดตัวนี้ค่ะ เพราะสกัดมาจากมาราคูจา 100% ทรงคุณค่าด้วยวิตามิน ซีเข้มข้นและสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถใช้ได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ตรงเข้าช่วยพลิกฟื้นผิวแห้งกร้านให้กลับมาเนียนนุ่มชุ่มชื้น เต่งตึง กระชับและแข็งแรงขึ้นอย่างอ่อนโยน ปราศจากพาราเบน, น้ำมันแร่, Phthalates, Triclosan, Sodium Laauryl Sulfate และ Gluten และสำหรับใครที่เพิ่งลองซื้อครั้งแรก กลัวว่าจะไม่เหมาะกับผิว แบรนด์เขามีไซซ์เล็กให้ซื้อกันด้วยนะจ๊ะ

เนื้อออยล์ไม่ค่อยมีกลิ่น ใครที่เน้นใช้เพื่อเสริมบุคลิกอาจจะต้องดูตัวอื่นแทนนะคะ แต่เนื้อค่อนข้างบางเบา ทาแล้วซึมซาบไว ช่วยให้ผิวนุ่มฟูและดูสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนะนำเป็นพิเศษสำหรับคนผิวแห้ง

1. Plearn Pure Extra Virgin Coconut Oil (500 ml)

1. Plearn Pure Extra Virgin Coconut Oil (500 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 420 บาท

คุณค่าของมะพร้าวจากจังหวัดสมุทรสงคราม บำรุงผิวและร่างกายทั้งเรือนร่าง

มาถึงอันดับที่ 1 ของเรา น้ำมันมะพร้าวรุ่นนี้สกัดมาจากมะพร้าวจากจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อให้คุณภาพที่ดีที่สุด ก่อนจะผ่านการสกัดเย็นโดยยังคงคุณค่าและลักษณะของน้ำมันมะพร้าวเอาไว้ สามารถใช้ได้ทั้งร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และยังสามารถใช้รับประทานเพื่อดูแลสุขภาพอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีหลายขนาดและแพ็กเกจให้เลือกซื้อ พร้อมมีมาตรฐาน GMP การันตีความปลอดภัย

ออยล์มีกลิ่นหอมมะพร้าวอ่อน ๆ เนื้อหนืดเหมือนน้ำมันทั่วไปแต่ทาแล้วซึมซาบไว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น หน้าแน่นอิ่มฟูและรูขุมขนกระชับ นอกจากนี้ยังใช้หมักผมให้นุ่มลื่นและใช้เช็ดเครื่องสำอางได้อย่างหมดจดอีกด้วย เรียกได้ว่าขวดเดียวเอาอยู่ทุกอย่างเลยค่ะ

ความเป็นมาของน้ำมันทาผิว

ความเป็นมาของน้ำมันทาผิว

น้ำมันทาผิวในภาษาอังกฤษจะเรียกว่า “Perfume oil” ซึ่งคำว่า Perfume มีรากศัพท์มากจากคำว่า “Per Fumum” ในภาษาละตินมีความหมายว่า “ส่งกลิ่นจากควัน” นั่นเองค่ะ และไหน ๆ เราก็ใช้น้องเขากันมานานมากแล้ว แต่กลับไม่ค่อยมีใครรู้ที่มากันเลย วันนี้ผู้เขียนเลยสรุปประวัติย่อ ๆ มาให้อ่านกันค่ะ

เดิมน้ำมันทาผิวจัดเป็นเครื่องหอมชนิดหนึ่ง โดยมีต้นกำเนิดมาจากชาวซูเมอร์ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ถูกคิดค้นเพื่อใช้ประกอบพิธีสักการะพระเจ้าและเทพเจ้าอียิปต์ นอกจากนี้ยังนิยมใช้ในกระบวนการทำมัมมี่ของเชื้อพระวงศ์ โดยจะพรมทั่วศพเพื่อให้เกิดกลิ่นหอม จึงถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ในพิธีสำคัญ ๆ ต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด น้ำหอมในสมัยนั้นจึงมีวิธีการสกัดและลักษณะที่ต่างจากปัจจุบัน ทำให้ชาวอียิปต์สามารถสกัดได้แค่สิ่งที่ใกล้เคียงกับน้ำมันหอมระเหยในสมัยนี้เท่านั้น โดยได้น้ำมันมาจากแก่นไม้จันทร์และชะเอมเทศ ส่วนน้ำมันหอมระเหยนั้นถูกคิดค้นขึ้นในภายหลังโดยชาวอิสลาม

บทส่งท้าย

จบกันไปแล้วกับบทความดี ๆ ในวันนี้ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ตอนนี้ทุกคนคงเข้าใจน้ำมันทาผิวสูตรสมุนไพรกันมากขึ้นแล้วว่ามีลักษณะอย่างไร ควรใช้เมื่อไร และมีกี่ประเภท การเลือกซื้อจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงแค่คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของเราและกลิ่นที่เราชื่นชอบ แค่นี้ก็จะได้สินค้าที่เหมาะกับตัวเองกันแล้วค่ะ

หลังจากได้สินค้าดี ๆ กันไปแล้ว เพื่อน ๆ อย่าลืมเก็บรักษากันดี ๆ นะคะ เพราะด้วยความที่เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นน้ำมัน ฝุ่นผงละอองต่าง ๆ มักจะหลุดรอดเข้าไปเจือปนได้ง่ายแต่กลับตักออกยาก ทางทีดีเวลาใช้ควรเทให้ห่างจากมือพอสมควร หรือใช้ช้อนรอง และปิดฝาขวดให้สนิททุกครั้งหลังใช้ เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกต่าง ๆ

Popular Posts