10 อันดับ หูฟัง สำหรับ PS4 ยี่ห้อไหนดี ฉบับล่าสุดปี 2019

2. Onikuma K5 Gaming Headset for Full Control Any Time

ผู้เขียนเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบเล่นเกมมาก (ก.ไก่ล้านตัว) เรียกได้ว่าว่างเมื่อไรเป็นอันไม่ต้องทำอะไร โดยเวลาเล่นบนเครื่อง PS4 แน่นอนว่าสิ่งที่คอเกมล้วนต้องการคือ “เสียงดี ๆ ” ซึ่งไม่สามารถหาได้จากหูฟังปกตินี่สิคะ ต้องซื้อเฮดเซ็ตที่รองรับการทำงานของเครื่องโดยเฉพาะ และแน่นอนว่ามี “วิธีการเลือก” ที่ค่อนข้างซับซ้อนเล็กน้อย แต่ไม่ได้ยุ่งยากเกินจะเข้าใจ วันนี้ผู้เขียนเลยขอสรุปมาสั้น ๆ เพื่อให้อ่านเข้าใจง่ายกัน

นอกจากจะแนะนำวิธีการเลือกแล้ว เรายังรวบรวมข้อมูลของสินค้าต่าง ๆ ที่น่าสนใจก่อนจะนำมาเปรียบเทียบคุณสมบัติ, ราคา และรีวิว แล้วจัดทำเป็น “10 อันดับสินค้ายอดฮิตขายดี” ซึ่งจะมียี่ห้อไหนดี รุ่นไหนดัง ไปอ่านกันเลยค่ะ

สารบัญ

วิธีการเลือกซื้อหูฟัง สำหรับ PS4

เป็นประจำของผู้อ่านชาว My best ที่จะได้รับคำแนะนำดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งวันนี้เราได้รับเกียรติจากคุณ Taro พนักงานขายและผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ตามอ่านได้จากด้านล่างนี้เลยค่ะ

หากเล่นเกมแนว FPS เลือกหูฟังระบบเสียง surround ที่รองรับ 5.1 ch และ 7.1 ch

หากเล่นเกมแนว FPS เลือกหูฟังระบบเสียง surround ที่รองรับ 5.1 ch และ 7.1 ch

อธิบายกันก่อนว่าเกมแนว FPS ย่อมาจาก first-person shooter แปลเป็นไทยได้ว่าเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ถ้าใครรู้สึกเข้าใจยากเหลือเกินให้นึกถึงเกม Pub G, Free Fire หรือ Cyber Hunter นั่นเองค่ะ ซึ่งด้วยลักษณะเกมที่จำเป็นต้องได้ยินเสียงรอบทิศทางของตัวละคร อย่างเสียงฝีเท้าหรือเสียงการยิงปืนของศัตรูเพื่อใช้ประเมินสถานการณ์ขณะนั้น ดังนั้นหากหูฟังของเพื่อน ๆ ไม่ชัดเจนพอก็อาจส่งผลต่อการเล่นได้ จึงควรซื้อรุ่นที่มีระบบเสียงแบบ surround (3 มิติ ได้ยินรอบทิศทาง) และรองรับ 5.1 ch และ 7.1 ch

อย่างไรก็ตามแม้ว่ารุ่นนั้น ๆ จะระบุว่าตัวเองเป็นระบบเสียง surround แต่บางรุ่นพอมาเสียบกับเครื่อง PS4 กลับรองรับแต่ระบบ stereo ดังนั้นก่อนการซื้อจึงควรเช็คอย่างละเอียดด้วยนะคะ

เกร็ดน่ารู้ : แม้ว่า 5.1 ch กับ 7.1 ch จะเป็นระบบเสียงแบบ surround เหมือนกัน แต่ไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียวนะคะ โดยแบบ 5.1 ch จะรับรู้ได้แย่กว่าแบบ 7.1 ch ทำให้ยากต่อการแยกทิศทางเสียง ในขณะที่ 7.1 ch จะให้ลักษณะเสียงแบบ 3 มิติมากกว่า เราจึงสามารถแยกแยะได้ว่าเสียงนั้น ๆ มาจากทิศทางใด ซึ่งความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้เลยค่ะ

เช็ควิธีการเชื่อมต่อของหูฟัง

หูฟัง PS4 มีวิธีการเชื่อมต่อ 3 วิธีด้วยกันค่ะ ได้แก่ “สาย USB”, “ไร้สาย” และ “แบบ Analog” ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปดังนี้

สาย USB : ซื้อไปเชื่อมต่อได้แน่นอน แถมเสียงยังเสถียร แต่ไม่รองรับ 5.1 ch และ 7.1 ch

สาย USB : ซื้อไปเชื่อมต่อได้แน่นอน แถมเสียงยังเสถียร แต่ไม่รองรับ 5.1 ch และ 7.1 ch

ข้อดีของแบบนี้คือสามารถเชื่อมต่อกับเครื่อง PS4 ได้ทุกรุ่นจากทุกแบรนด์เลยค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าซื้อไปแล้วจะใช้งานไม่ได้เลย แต่ข้อจำกัดของเขาคือ รองรับระบบเสียง surround สูงสุดได้แค่ 2.1 ch เท่านั้น ใครที่อยากได้ความชัดเจนถึงขนาด 5.1ch หรือ 7.1ch อาจต้องหาแบบอื่นใช้แทน

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องโยนทิ้งน้องเขาไปเลยนะจ๊ะ บางแบรนด์ได้พัฒนาคุณภาพเสียงให้ดีขึ้น ทำให้คุณได้อรรถรสขณะเล่นเกมไม่ต่างกันมากนัก

สำหรับใครที่อยากซื้อแบบนี้มาใช้ อันดับแรกควรจะเช็คว่าสาย USB ของรุ่นนั้น ๆ มีความยาวเท่าไร ควรกะให้พอดีกับการใช้งานของคุณ ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลให้เล่นเกมไม่ถนัดได้นะจ๊ะ

เกร็ดน่ารู้ : หากเชื่อมต่อกับ PC ที่มีไดรเวอร์รองรับการฟังเสียงแบบ Surround 5.1 ch หรือ 7.1 ch ก็จะสามารถฟังได้ แต่ถ้าใช้กับ PS4 จะสามารถฟังได้แค่ 2.1 ch นะจ๊ะ

แบบไร้สาย : อุปกรณ์อัจฉริยะ รองรับการฟังเสียงแบบ surround

แบบไร้สาย : อุปกรณ์อัจฉริยะ รองรับการฟังเสียงแบบ surround

สำหรับใครที่เพิ่งซื้อหูฟังสำหรับ PS4 เป็นครั้งแรก แนะนำให้ซื้อแบบนี้มาใช้จะดีกว่าค่ะ เพราะใช้งานง่าย ไม่ต้องตั้งค่าอะไรมากมาย เพียงแค่กดเชื่อมต่อหูฟังกับเครื่อง PS4 เท่านี้ก็สามารถฟังเสียงแบบ surround ได้แล้ว อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่ตั้งใจจะซื้อมาใช้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ด้วย แนะนำให้เช็คก่อนนะคะว่าหูฟังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใดบ้าง และได้คุณภาพเสียงแบบ surround หรือเปล่า เพราะบางรุ่นเชื่อมต่อกันได้ก็จริง แต่ใช้งานได้แค่เสียงระบบ Stereo เท่านั้น

แบบ Analog (3.5 mm mini plug) : ใช้งานระบบเสียง surround ด้วยตัวขยายสัญญาณ USB

แบบ Analog (3.5 mm mini plug) : ใช้งานระบบเสียง surround ด้วยตัวขยายสัญญาณ USB

แนะนำให้เลือกซื้อรุ่นที่มี 4 โพล ช่องขนาด 3.5 มม. อย่างไรก็ตามประเภทนี้จะไม่ค่อยรองรับระบบเสียง surround เท่าไรนะคะ เพราะหูฟังจะเชื่อมต่อกับ Controller โดยตรง ดังนั้นถ้าต้องการให้คุณภาพเสียงดีขึ้น แนะนำให้ใช้งานร่วมกับ  USB amplifier เพื่อปรับแต่งคุณภาพเสียงให้เหมือนกับหูฟัง 3 โพล อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าคุณภาพจะเสถียรนะจ๊ะ เพียงแต่ทำให้ดีขึ้นเฉย ๆ เท่านั้นเอง

ไมโครโฟน “กดปุ่ม Mute ได้ด้วยปลายนิ้ว” และ “ตัดเสียงรบกวน”

ไมโครโฟน "กดปุ่ม Mute ได้ด้วยปลายนิ้ว" และ "ตัดเสียงรบกวน"

แน่นอนว่าคนเล่นเกมส่วนใหญ่นอกจากจะฟังเสียงแล้ว บางครั้งยังต้องการสื่อสารกับคนในทีมด้วย จึงควรเช็คด้วยว่ารุ่นนั้น ๆ มีฟังก์ชั่นการตัดเสียงรบกวนรอบข้างไหม เวลาคุยหรือฟังเสียงเกมจะได้ชัดเจน และควรจะมีปุ่ม Mute ที่ใช้งานง่ายและที่สำคัญต้องไม่รบกวนขณะเล่นเกม

บางครั้งการอ่านคุณสมบัติของหูฟังอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ แนะนำให้เพื่อน ๆ อ่านรีวิวเพิ่มเติมด้วยนะจ๊ะ โดยโฟกัสส่วนที่พูดถึงการคอลกับคนในทีม จะได้ชัวร์ว่าสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้จริง ๆ

เกร็ดน่ารู้ : การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการเล่นเกมเป็นทีม โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นเกมเมอร์สายแข่ง ดังนั้นจึงควรเช็คให้ดีว่าเพื่อน ๆ ในทีมได้ยินเสียงคุณอย่างไรขณะที่สื่อสารกัน ถ้าดังไป ให้ปรับไมค์ห่างออกจากปาก และพูดเท่าที่จำเป็นก็พอ

ถ้าใช้ครั้งละนาน ๆ แนะนำให้ใช้รุ่นที่มีน้ำหนักประมาณ 300 กรัม และอย่าลืมคำนึงความยืดหยุ่นและวัสดุที่ทำ

ถ้าใช้ครั้งละนาน ๆ แนะนำให้ใช้รุ่นที่มีน้ำหนักประมาณ 300 กรัม และอย่าลืมคำนึงความยืดหยุ่นและวัสดุที่ทำ

ปกติเราเล่นเกมอย่างน้อยก็วันละ 1- 2 ชั่วโมงใช่ไหมคะ (หรือบางคนก็อาจมากกว่านั้นด้วยแหนะ) ดังนั้นเฮดเซ็ตที่ดีจึงควรสวมใส่สบาย ตัวหูฟังควรครอบปิดมิดทั้งใบหูโดยที่ไม่ทำให้คุณรู้สึกเจ็บ ขณะเดียวกันบริเวณที่คาดกับศีรษะก็ควรจะมีความยืดหยุ่น และมีน้ำหนักเบาไม่เกิน 300 กรัม เพื่อลดความเมื่อยล้า

นอกจากนี้อย่าลืมเช็คด้วยว่าที่ครอบหูทำมาจากอะไร เพราะส่วนนี้มีโอกาสเกิดไอน้ำจับเกาะได้ง่าย หากเป็นไปได้จึงควรเลือกซื้อรุ่นที่ทำมาจากหนัง เพื่อช่วยระบายความร้อนขณะที่ใส่

เกร็ดน่ารู้ : ข้อดีของการใช้หูฟังที่มีขนาดใหญ่กว่าศีรษะเล็กน้อยคือช่วยให้ถอดง่าย ในทางตรงกันข้ามหากเล็กเกินไป คุณก็จะได้ยินเสียงง่าย แต่ก็มีโอกาสเสียงรั่วได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะเช็คทุกอย่างดีแล้ว แต่ด้วยความที่หูและศีรษะของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยิ่งสำหรับใครที่พกไปใช้ขณะเดินทางหรือที่ทำงานด้วยแล้ว แฟชั่นการแต่งตัวย่อมมีผลต่อการเลือกซื้อด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากเป็นไปได้ลองแวะไปลองสวมที่หน้าร้านดูนะคะ

ถ้างบกลาง ๆ ควรเลือกที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 500-1,000 บาท

ถ้างบกลาง ๆ ควรเลือกที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 500-1,000 บาท

หูฟัง PS4 มีหลายราคาด้วยกันค่ะ เริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหลายพันบาท ซึ่งช่วงราคาที่แตกต่างกันนี้ทำให้คุณภาพของเสียงและความแข็งแรงคงทนของบอดี้หูฟังต่างกันไป โดยยิ่งราคาสูงเท่าไร คุณภาพก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้นอย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่มีงบจำกัด และไม่ได้ซีเรียสกับคุณภาพมากนัก แนะนำให้ซื้อรุ่นที่มีราคาประมาณ 500-1000 บาท ก็เพียงพอต่อความต้องการแล้วค่ะ

เกร็ดน่ารู้ : สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลาย “ยิ่งถูก ยิ่งแย่นะคะ” ไม่เว้นแม้แต่หูฟัง PS4 ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่รุ่นที่มีราคาถูกกว่าจะด้อยคุณภาพกว่ารุ่นที่แพงกว่า ดังนั้นถ้าใครเน้นอรรถรสในการเล่นเกมมากเป็นพิเศษ แนะนำให้ลงทุนซื้อรุ่นราคาแพงไปเลยดีกว่า

10 อันดับ หูฟัง สำหรับ PS4 ยี่ห้อไหนดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้

ได้เวลาซื้อของกันแล้ว มาดูกันดีกว่าค่ะว่ามียี่ห้อไหนและรุ่นใดน่าซื้อกันบ้าง แต่อย่าลืมนะคะ เลือกซื้อโดยใช้ความต้องการของตัวเองเป็นหลัก อย่าสนใจแต่อันดับอย่างเดียวนะจ๊ะ

10. Nubwo Crysis N2

10. Nubwo Crysis N2

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 726.84 บาท

ระบบเสียง Stereo 7.1ch สามารถเปิด/ปิดเสียงไมค์ได้ และที่คาดนุ่มสบาย

แค่เห็นราคาก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมคะ สำหรับรุ่นนี้มีระบบเสียง Stereo 7.1ch ช่วยให้คุณได้ยินเสียงรอบทิศทางได้อย่างชัดแจ๋ว มาพร้อมไมโครโฟนที่มีระบบเปิด/ปิด เสียงไมค์ และที่คาดศีรษะที่บุด้วยนวมทำให้มีความยืดหยุ่นเป็นพิเศษ ช่วยให้สวมใส่สบายมากขึ้น ทำให้คุณสามารถให้งานครั้งละนาน ๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเจ็บ

น้ำหนัก ไม่ระบุ
ความถี่ เฮดโฟน : 20Hz-20,000Hz / ไมโครโฟน : ไม่ระบุ
วัสดุที่ครอบหู หนัง
ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน มี
ประเภท Analog (หัวเสียบ 4 ตอน + สายพ่วงหัวเสียบสเตอริโอและไมค์ 3.5 มม.)
ความยาวสาย 2 เมตร

9. Sony Play Station Gold Wireless Headset

9. Sony Play Station Gold Wireless Headset

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 3,690 บาท

ระบบเสียงแบบ Surround 7.1ch ได้ยินเสียงรอบทิศแบบเสมือนจริง

เราขอแนะนำรุ่นนี้เป็นพิเศษสำหรับเกมเมอร์สายแข่ง เพราะด้วยระบบเสียงแบบ Surround 7.1ch ทำให้คุณได้ยินเสียงรอบทิศทางแบบชัดแจ๋ว พร้อมถูกออกแบบให้สวมใส่สบายมากเป็นพิเศษ หลายคนที่ได้ใช้จริงต่างบอกว่าคุณภาพเสียงดีเยี่ยม เชื่อมต่อง่าย และค่อนข้างเสถียร แต่เสียงไมค์อาจจะเบาไปนิดนึง เวลาพูดต้องพูดดังกว่าตอนใช้หูฟังทั่วไปนิดนึง แม้ราคาจะค่อนข้างแพง แต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุน

น้ำหนัก ไม่ระบุ
ความถี่ ไม่ระบุ
วัสดุที่ครอบหู ไม่ระบุ
ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน มี
ประเภท ไร้สาย
ความยาวสาย

8. Hyper X Cloud Stinger™

8. Hyper X Cloud Stinger™

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 1,460 บาท

น้ำหนักเบา หูฟังหมุนได้ 90 องศา และที่คาดปรับขนาดได้

แนะนำเป็นพิเศษสำหรับคนที่กำลังมองหาหูฟังน้ำหนักเบาเลยค่ะ เพราะรุ่นนี้ถูกออกแบบพิเศษเพื่อการนั้น มาพร้อมคุณสมบัติสามารถหมุนหูฟังได้ 90 องศา มีไดรเวอร์จ่ายเสียงได้อย่างแม่นยำ แถบคาดศีรษะสามารถเลื่อนปรับระดับได้ และมีควบคุมเสียงได้ง่าย ๆ ที่แถบเมนูบริเวณที่ครอบหูฟัง ทำให้คุณใช้งานง่ายแม้กำลังเล่นเกมอยู่ นอกจากนี้ไมโครโฟนยังมีฟังก์ชั่นการเปิด/ปิดเสียงอีกด้วย เรียกได้ว่าคุ้มค่าสุด ๆ เลยค่ะ

น้ำหนัก 275 กรัม
ความถี่ เฮดโฟน : 18Hz-23,000Hz / ไมโครโฟน : 50Hz~18,000Hz
วัสดุที่ครอบหู ไม่ระบุ
ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน มี
ประเภท Analog (หัวเสียบ 4 ตอน + สายพ่วงหัวเสียบสเตอริโอและไมค์ 3.5 มม.)
ความยาวสาย ชุดหูฟัง (1.3 ม.) + สายพ่วงตัว Y (1.7 ม.)

7. HyperX Cloud Alpha

7. HyperX Cloud Alpha

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 4,890 บาท

ได้รับการรับรองคุณภาพเสียงจาก Discord และ TeamSpeak™

รุ่นนี้น่าสนใจไม่น้อยเลยค่ะสำหรับสายเกม เพราะออกแบบมาให้สามารถถอดแยกไมโครโฟนออกได้สำหรับกรณีที่ไม่ต้องการพูด พร้อมด้วยเทคโนโลยีพัฒนาจนได้เสียงที่มีคุณภาพ ซึ่งได้รับการรับรองจาก Discord และ TeamSpeak™ ทำให้คุณเล่นเกมได้อรรถรสมากขึ้น และบุโครงอะลูมิเนียมด้วยวัสดุที่มีคุณภาพ จึงให้ความยืดหยุ่นและนุ่มสบาย ใช้แล้วไม่เจ็บศีรษะ ถ้าใครงบไม่จำกัดแล้วล่ะก็จัดเลยค่ะ

น้ำหนัก ไม่ระบุ
ความถี่ ไม่ระบุ
วัสดุที่ครอบหู วัสดุคล้ายหนัง
ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน มี
ประเภท Analog (AUX/3.5 มม.)
ความยาวสาย ไม่ระบุ

6. Nubwo N7

6. Nubwo N7

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 772 บาท

เสียงคมชัดด้วยไดรเวอร์ขนาด 50 มม. มีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่น

ตามมาด้วยรุ่นนี้ที่เสียงคมชัดด้วยไดรเวอร์ขนาด 50 มม. ที่คาดศีรษะสามารถปรับได้และมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้ใส่นาน ๆ แล้วไม่เจ็บ มาพร้อมปุ่มควบคุมเสียงบริเวณที่ครอบหู ทำให้ใช้งานง่ายขึ้น และปุ่มเปิด/ปิดไมค์ มีน้ำหนักเบา แม้ใช้นาน ๆ ก็ไม่เมื่อยคอ โดยรุ่นนี้ให้คุณภาพเสียงที่กลาง ๆ เสียงเบสไม่ลึกมาก อย่างไรก็ตามถ้าใช้เพื่อเล่นเกมอย่างเดียวก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรค่ะ

น้ำหนัก 462 กรัม
ความถี่ เฮดโฟน : 20Hz-20,000Hz / ไมโครโฟน : ไม่ระบุ
วัสดุที่ครอบหู หนังเทียม
ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน มี
ประเภท Analog (AUX/3.5 มม.)
ความยาวสาย 1.6 ม.

5. Onikuma K1-B PRO Camouflage Gaming Headset

5. Onikuma K1-B PRO Camouflage Gaming Headset

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 990 บาท

สายแข็งแรงไม่ขาดง่าย และก้านไมค์โครโฟนที่สามารถปรับได้ถึง 120 องศา

เป็นอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยดีไซน์ที่สวยงาม มาพร้อมคุณสมบัติที่ครบครัน สายเชื่อมต่อมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง ไม่ฉีกขาดง่าย ๆ มาพร้อมปุ่มควบคุมเสียงที่อยู่ในระดับมือพอดี ทำให้ใช้งานง่ายขณะเล่นเกม และก้านไมค์โครโฟนที่สามารถปรับได้ถึง 120 องศา หลายคนที่ได้ใช้จริงบอกว่าคุณภาพเสียงค่อนข้างดี แต่อาจจะตัดเสียงรบกวนได้ไม่มากนัก อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับราคายังถือว่าคุ้มค่าอยู่นะจ๊ะ

น้ำหนัก 358 กรัม
ความถี่ เฮดโฟน : 20Hz-20,000Hz / ไมค์โครโฟน : ไม่ระบุ
วัสดุที่ครอบหู ไม่ระบุ
ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน มี
ประเภท USB +1 X หัวเสียบ 3.5 มม. / USD + 2Xหัวเสียบ 3.5 มม.
ความยาวสาย 2 ม.

4. Canglex LED

4. Canglex LED

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 677 บาท

น้ำหนักเบา เสียงคมชัด สามารถเล่นเกมได้สนุกมากขึ้น

อีกหนึ่งรุ่นที่เหล่าเกมเมอร์ให้การยอมรับ โดยเฉพาะมือสมัครเล่น ด้วยไดรเวอร์ขนาด 40 มม. ทำให้คุณได้ยินเสียงคมชัด สามารถเล่นเกมได้อย่างไม่มีปัญหา ขณะเดียวกันที่คาดศีรษะก็มีความยืดหยุ่นสูงและส่วนของที่ครอบหูที่บุโฟม เพื่อช่วยระบายอากาศ เมื่อใส่ไปนาน ๆ แล้วไม่เจ็บหู และไมโครโฟนยังสามารถเปิด/ปิดได้ นอกจากนี้ยังมีไฟ LED ช่วยเพิ่มความเท่เวลาใส่อีกด้วย

น้ำหนัก 298 กรัม
ความถี่ เฮดโฟน : 15Hz-20,000Hz / ไมค์โครโฟน : ไม่ระบุ
วัสดุที่ครอบหู ไม่ระบุ
ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน มี
ประเภท Analog (AUX/3.5 มม.)
ความยาวสาย 2.1 ม.

3. Onikuma K8 Gaming Headset for Pressure Release

3. Onikuma K8 Gaming Headset for Pressure Release

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 990 บาท

คุณภาพเสียงดี สวมใส่สบายด้วยที่คาดบุนวม 3 ชิ้น และไฟ LED ช่วยเพิ่มอรรถรส

แม้ว่าจะหน้าตาคล้ายกับอันดับก่อนหน้านี้ แต่ดีเทลต่าง ๆ ค่อนข้างแตกต่างกันทีเดียวค่ะ เริ่มต้นจากไมค์โครโฟนที่โค้งงอ สามารถปรับความใกล้ไกลได้ ที่คาดศีรษะบุนวม 3 ชิ้น ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเข้ากับสรีระได้มากขึ้น และแถบไฟ LED ช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกม เกมเมอร์ส่วนใหญ่บอกว่าเสียงดี และใส่แล้วไม่เจ็บ จัดเป็นรุ่นที่ Must have แนะนำให้ซื้อมาครอบครองจริง ๆ ค่ะ

น้ำหนัก 365 กรัม
ความถี่ เฮดโฟน : 20Hz-20,000Hz / ไมโครโฟน : ไม่ระบุ
วัสดุที่ครอบหู ไม่ระบุ
ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน มี
ประเภท USB + 3.5 มม. ปลั๊กลำโพงและไมโครโฟน
ความยาวสาย 2.2 ม.

2. Qimiao LED

2. Qimiao LED

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 320 บาท

ก้านไมโครโฟนสามารถขยับได้ 130 องศา คุณภาพเสียงกลาง ๆ เหมาะกับมือใหม่

มาถึงอันดับสองของเรา การจัดอันดับของเราไม่ได้มีแต่รุ่นราคากลาง ๆ ถึงสูงอย่างเดียวนะจ๊ะ แบบประหยัดงบเราก็มีเหมือนกัน โดยรุ่นนี้มีดีไซน์ที่สวยงามทันสมัย มีแถบไฟช่วยเพิ่มความเท่ ก้านไมโครโฟนสามารถขยับได้ 130 องศา และที่คาดศีรษะยืดหยุ่น แม้ใส่นานก็ไม่เจ็บ โดยให้คุณภาพเสียงกลาง ๆ เหมาะกับมือใหม่หัดเล่นมากกว่าคอเกมจริงจัง

น้ำหนัก ไม่ระบุ
ความถี่ เฮดโฟน : 20Hz-20,000Hz / ไมโครโฟน : ไม่ระบุ
วัสดุที่ครอบหู ไม่ระบุ
ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน มี
ประเภท Analog (AUX/3.5 มม.)
ความยาวสาย 2.2 ม.

1. Onikuma K5 Gaming Headset for Full Control Any Time

1. Onikuma K5 Gaming Headset for Full Control Any Time

ดูรายละเอียดได้ที่ LAZADA

ราคา 1,590 บาท

ระบบเสียง Stereo 3 มิติ รองรับพลังเสียง 7.1ch และขยับไมค์ได้ 160 องศา

มาถึงอันดับที่ทุกคนรอคอย คอเกมแนว FPS ต้องชื่นชอบรุ่นนี้แน่นอนค่ะ เพราะมีระบบเสียง Stereo 3 มิติ รองรับพลังเสียง 7.1ch สามารถได้ยินรอบทิศทาง ช่วยให้คุณแยกเสียงแต่ละเสียงได้ง่ายขึ้น ทำให้เล่นเกมได้ดีกว่าที่เคย มาพร้อมแถบคอนโทรลเลอร์ที่ใช้งานง่าย มีไมโครโฟนที่สามารถขยับได้ 160 องศา ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเวลาเล่นเกม และที่คาดศีรษะที่บุด้วยนวมช่วยให้คุณสวมใส่สบายแม้ใช้เป็นเวลานาน

น้ำหนัก ไม่ระบุ
ความถี่ เฮดโฟน : 20Hz-20,000Hz / ไมโครโฟน : ไม่ระบุ
วัสดุที่ครอบหู ไม่ระบุ
ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวน มี
ประเภท USB + 3.5 มม. ปลั๊กลำโพงและไมโครโฟน
ความยาวสาย 2.2 ม.

คำเตือน : อย่าเชื่อมต่อด้วย Bluetooth

คำเตือน : อย่าเชื่อมต่อด้วย Bluetooth

ไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ดีหรอกนะคะ แต่ไม่เหมาะกับการใช้ฟังขณะเล่นเกม โดยเฉพาะเกมแนว FPS ที่ต้องอาศัยการฟังเสียงในการเล่น หรือตอนคุยกับคนในทีม เพราะการส่งสัญญาณเสียงอาจไม่เสถียร ทำให้เกิดเสียงดีเลย์ได้ ซึ่งจะมีผลต่อการเล่นเกมโดยตรง แต่ถ้าเพื่อน ๆ ใช้เพื่อฟังเพลง หรืออะไรก็ตามที่ไม่มีผลต่อการตัดสินใจก็สามารถใช้งานไดฺ้ตามปกติค่ะ

เกร็ดน่ารู้ : ไม่แนะนำให้ใช้หูฟัง PS4 แบบไร้สายธรรมดาเท่าไรนะคะ เพราะด้วยกลไกการส่งสัญญาณคลื่นเสียงผ่านคลื่นวิทยุ จึงมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาตามที่กล่าวไปแล้วได้ แต่ถ้าอยากใช้จริง ๆ แนะนำให้ซื้อรุ่นที่ทำงานด้วยอัจฉริยะจะชัวร์กว่า

บทส่งท้าย

หวังว่าเพื่อน ๆ จะได้หูฟังที่ตรงตามความต้องการกันเรียบร้อยแล้วนะคะ แนะนำว่าก่อนการซื้ออย่าลืมเช็คว่าร้านนั้น ๆ มีประกันสินค้าด้วยหรือเปล่านะจ๊ะ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้นมาจะได้เปลี่ยนสินค้าคืนได้

ก่อนจะจากกัน ขอย้ำกันอีกสักนิดว่า สินค้าประเภทนี้ “ยิ่งราคาสูง คุณภาพก็ยิ่งดี” แต่คำว่า “ดี” ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความต้องการ ก่อนจะกดสั่งซื้อจึงควรเช็คให้ดีก่อนว่าตัวเองต้องการคุณภาพระดับไหน เวลาได้ของมาใช้จะได้ไม่ผิดหวังนะจ๊ะ

Popular Posts