10 อันดับ Headphone เฮดโฟน ยอดฮิตขายดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้ ฉบับล่าสุดปี 2019

10 อันดับ Headphone เฮดโฟน ยอดฮิตขายดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้ ฉบับล่าสุดปี 2018

เวลาที่เราดูหนังหรือเล่นเกม แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการใช้เฮดโฟนเพื่อรับรู้เสียงต่างๆและดนตรีใช่มั้ยล่ะคะ ทีนี้เฮดโฟนก็มีตั้งหลากหลายแบรนด์ให้เพื่อนๆได้เลือกใช้กัน ตั้งแต่ SONY, AKG, Bose, audio-technica ไปจนถึง Sennheiser นอกจากนี้ยังมีอีกหลายแบบให้เลือกไม่ว่าจะเป็นเฮดโฟนแบบมีสาย หรือแบบไร้สายที่เชื่อมต่อการใช้งานผ่าน Bluetooth ทีนี้ จะเลือกซื้อแบบไหนดี มีตั้งหลายจุดที่เราอยากให้เพื่อนๆได้ดูก่อนตัดสินใจซื้อ หลายคนที่กำลังสับสนกับการเลือกเฮดโฟนอยู่ ลองมาดูไปพร้อมๆกันนะคะ

วันนี้ เราจะมาแนะนำวิธีการเลือกเฮดโฟน รวมไปถึงการจัดอันดับเฮดโฟนยอดนิยมในงบตั้งแต่หลักพันไปจนหลักหมื่นให้เพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ มีหลายรุ่นทีเดียวที่ได้รับความนิยม ยังไงลองเลือกซักรุ่นที่ถูกใจมาใช้ดูนะคะ

สารบัญ

วิธีการเลือกเฮดโฟน

การเลือกเฮดโฟนมีจุดสำคัญที่เราไม่สามารถมองข้ามไปได้เลยเช่น Housing, Earpad, ความชัดของเสียง ฯลฯ ต่อจากนี้ เราจะมาดูวิธีการเลือกเฮดโฟนกันค่ะ

เลือกเฮดโฟนให้เข้ากับสถานที่ที่จะใช้งาน

Housing หรือตัวครอบหูฟังเป็นส่วนที่อยู่ด้านนอกและเป็นที่เก็บของDriver Housingแบบเปิดกับแบบปิดทึบสนิทซึ่งจะให้อารมณ์เสียงที่แตกต่างกันไป เราจะมาอธิบายความแตกต่างของ Housing ทั้ง 2 แบบกันค่ะ

ถ้าใช้งานในที่เอ้าท์ดอร์ ให้เลือก Housing แบบปิดทึบสนิท

ถ้าใช้งานในที่เอ้าท์ดอร์ ให้เลือก Housing แบบปิดทึบสนิท

เฮดโฟนที่มี Housing ปิดทึบสนิท ส่วนด้านนอกจะถูกปิดทึบ ทำให้สามารถเก็บเสียงได้ดี เสียงดนตรีจะไม่สามารถหลุดรอดออกไปด้านนอกได้ จึงเหมาะสำหรับการใช้งานในสถานที่เอ้าท์ดอร์ค่ะ ในส่วนของข้อด้อยสำหรับเฮดโฟนแบบนี้คือ อาจจะไม่เหมาะนักสำหรับการใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน และอาจจะรู้สึกว่ามีเสียงก้องมากไปหน่อย แต่ก็ยังสามารถรับฟังรายละเอียดของเสียงได้อย่างชัดเจน เหมาะอย่างยิ่งกับเสียงที่มีเบสต่ำค่ะ

ถ้าใช้งานในห้องให้เลือก Housing แบบเปิด

ถ้าใช้งานในห้องให้เลือก Housing แบบเปิด

สำหรับเฮดโฟนที่มี Housing แบบเปิด ด้านนอกจะเป็นตาข่าย ทำให้อากาศสามารถถ่ายเทเข้าออกได้ และเนื่องจากเสียงสามารถลอดออกมาได้ง่าย อาจจะไม่เหมาะนักกับการใช้งานที่ที่เอ้าท์ดอร์ แนะนำว่าให้ใช้งานที่บ้าน หรือในห้องจะดีกว่าค่ะ สามารถให้คุณภาพของเสียงที่คมชัด แถมยังใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าใบหูจะโดนกดทับด้วยค่ะ

เลือกประเภทของ Earpad

Earpad คือส่วนที่ครอบใบหู รูปร่างของ Earpad ที่แตกต่างกัน ก็จะให้ความรู้สึกเวลาสวมใส่ รวมไปถึงเสียงที่แตกต่างกันไปด้วยค่ะ ส่วนใหญ่แล้ว สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ Around Ear (ครอบหู) และ On Ear (ทับหู) ลองมาเลือกแบบที่ถูกใจกันค่ะ

Around Ear ให้ความรู้สึกกระชับเวลาสวมใส่

Around Ear ให้ความรู้สึกกระชับเวลาสวมใส่

Around Ear เป็น Earpad ที่ห่อหุ้มรอบหูเวลาสวมใส่ เหมาะสำหรับการฟังเพลงติดต่อกันเป็นเวลานาน เวลาสวมใส่ก็จะให้ความรู้สึกกระชับ ไม่ร่วงหลุดง่าย นอกจากนี้ ยังให้คุณภาพของเสียงที่ดีและไม่เจ็บหูเวลาสวมใส่ด้วยค่ะ

สำหรับ Housing แบบปิดทึบสนิท ที่มี Earpad แบบ Around Ear จะช่วยให้เพื่อนๆสามารถดื่มด่ำกับเสียงดนตรีได้อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากว่าตัว Earpad จะครอบคลุมทั้งใบหู จึงมีขนาดใหญ่ อาจจะพกพาได้ไม่สะดวกนักค่ะ

On Ear ที่เพียงแค่สัมผัสกับใบหู

On Ear ที่เพียงแค่สัมผัสกับใบหู

Earpad ชนิด On Ear จะเป็นเพียงการวางสัมผัสกับใบหูขณะสวมใส่ เนื่องจากไม่ได้ครอบใบหูไว้ทั้งหมด จึงเหมาะกับการฟังเพลงที่มีเสียงดนตรีเบาๆ นอกจากนี้ Earpad ขนิดนี้ยังค่อนข้างเบา จึงทำให้ตัวเฮดโฟนเบาตามไปด้วย เหมาะกับการนำออกไปใช้งานข้างนอกเลยล่ะค่ะ

สำหรับ Housing แบบเปิด ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่มี Earpad แบบ On Ear แค่วางหูฟังบนใบหูก็สามารถใช้งานได้ปกติ แม้ว่าจะใส่ตุ้มหูอยู่ด้วยก็ตามค่ะ

เลือกจากการเชื่อมต่อ

การเชื่อมต่อของเฮดโฟน มีทั้งแบบใช้สายและไม่ใช่สาย ข้อดีและข้อด้อยของแต่ละแบบนั้นจะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ

ประเภทใช้สายที่ให้ทั้งคุณภาพของเสียงและการเชื่อมต่ออันหลากหลาย

ประเภทใช้สายที่ให้ทั้งคุณภาพของเสียงและการเชื่อมต่ออันหลากหลาย

สำหรับเฮดโฟนแบบมีสาย คุณภาพของเสียงจะไม่ถูกลดทอนลง เหมาะสำหรับคนที่เน้นเรื่องคุณภาพของเสียงเวลาฟังเพลง นอกจากนี้ยังไม่ต้องคอยชาร์จแบตเตอรี่หรือกังวลว่าแบตจะหมดเมื่อไหร่อีกด้วยค่ะ

สำหรับข้อด้อยอาจจะเป็นในเรื่องของสายที่ยาวจนอาจจะพัน หรือหลุดออกจากเฮดโฟนได้ง่าย แต่สำหรับปัญหานี้ ถ้าจัดการเก็บรักษาดีๆก็คงจะไม่เป็นปัญหาค่ะ ช่วงหลังๆมานี้ ก็สามารถหาซื้อเฉพาะตัวสายมาเปลี่ยนได้อีกด้วย ไม่ต้องกังวลไปค่ะ

สำหรับสายนั้นก็มีหัวเสียบหลากหลายแบบ สามารถสลับใช้ได้กับอุปกรณ์หลายชนิด ไม่เป็นปัญหาแน่นอน

ฟังเพลงอย่างสบายใจได้ด้วย Bluetooth

ฟังเพลงอย่างสบายใจได้ด้วย Bluetooth

สำหรับเฮดโฟนที่ใช้การเชื่อมต่อการทำงานของ Bluetooth นั้น มีจุดเด่นคือ สามารถฟังเพลงได้โดยไม่ต้องมีสายจากเฮดโฟนพันยุ่งเหยิงให้รำคาญใจค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ขณะอยู่นอกบ้าน หรือแม้แต่ในระหว่างที่เราต้องขยับตัวเคลื่อนไหว ก็ยังใช้ได้สะดวกอีกด้วยค่ะ แถมไม่ใช่แค่ความสะดวกในตอนใช้งาน เวลาที่เราไม่ได้ใช้ ก็สามารถเก็บเฮดโฟนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เรียกได้ว่าเฮดโฟนแบบไร้สายเหมาะสุดๆกับคนที่ชื่นชอบการฟังเพลงไปพร้อมๆกับการเคลื่อนไหวค่ะ

หากพูดถึงข้อด้อยของเฮดโฟนประเภทนี้ ก็คงเป็นเรื่องของคลื่นแทรกที่อาจจะมารบกวนการทำงานได้ง่าย อย่างเช่น หากมีการใช้ไมโครเวฟในบ้าน คลื่นไมโครเวฟอาจจะเข้ามาแทรกการทำงานของเฮดโฟนได้ค่ะ นอกจากนี้ เรายังต้องหมั่นชาร์จแบตเตอรี่เฮดโฟนอยู่เสมอๆ และการใช้งานอาจจะกินแบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนที่เราใช้เชื่อมต่อกับเฮดโฟนด้วยล่ะค่ะ

นอกจากนี้ การเชื่อมต่อ Bluetooth อาจจะทำให้เสียงจากเฮดโฟนเกิดการดีเลย์ อาจจะไม่เหมาะนักกับการใช้เล่นเกมที่เน้นในเรื่องของเสียงมากนักก็ได้ค่ะ แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบการใช้เฮดโฟนประเภทนี้เล่นเกมจริงๆล่ะก็ ลองหาเฮดโฟนที่รองรับ codec หรือชุดคำสั่งแปลงรหัสที่ใช้ระบบ AAC หรือ aptX เพื่อคุณภาพเสียงที่ชัดเจนมากขึ้น หรือแม้แต่เปลี่ยนไปใช้เฮดโฟนแบบมีสายก็อาจจะดีไม่น้อยค่ะ

เลือกจากแนวเพลงที่ฟังประจำ

เลือกจากแนวเพลงที่ฟังประจำ

หูฟังแต่ละประเภทก็เหมาะกับดนตรีแต่ละแนวได้เหมือนกันนะคะ เช่น ดนตรีแนวป็อบหรือร็อคที่มีโทนเสียงเบสค่อนไปทางต่ำจนถึงสูง ก็เหมาะที่จะใช้เฮดโฟนแบบปิดทึบสนิทในการฟังเพื่อให้ได้เสียงเบสที่ชัดเจนมากกว่า

สำหรับคนที่อยากรับฟังดนตรีแจ๊สหรือคลาสสิกที่ให้บรรยากาศได้เหมือนราวกับอยู่ในการแสดงคอนเสิร์ตจริงๆ เฮดโฟนแบบเปิดน่าจะเหมาะกว่าค่ะ

อย่างที่บอกไป เฮดโฟนแต่ละแบบก็มีความเหมาะสมกับดนตรีแต่ละสไตล์ ดังนั้น หากเลือกเฮดโฟนที่เหมาะกับดนตรีที่เราฟังอยู่เป็นประจำล่ะก็จะช่วยให้เราได้รับอรรถรสทางดนตรีได้เพิ่มขึ้นมากเลยทีเดียวล่ะค่ะ

ลองเลือกเฮดโฟนจากการใช้งาน

ลองเลือกเฮดโฟนจากการใช้งาน

ทีนี้ เรามาสังเกตการใช้งานเฮดโฟนในสถานการณ์ต่างๆกันดีกว่าค่ะ ตัวอย่างเช่น การใช้งานที่เน้นเรื่องของระบบการจำลองเสียงรอบทิศทาง (Surround) ก็จะมีเฮดโฟนประเภท Surround ที่เน้นเรื่องของการกระจายเสียงและให้ความรู้สึกที่สมจริงให้เลือกใช้  ซึ่งก็จะมีระบบเสียงSurround 5.1 ch หรือ 7.1 ch โดยระบบที่มีตัวเลขมาก เสียงจะยิ่งก้องกังวาลมากขึ้นค่ะ เหมาะกับคนที่ชื่นชอบในการรับฟังเสียงอย่างเต็มอารมณ์

นอกจากนี้ ยังมี Monitor เฮดโฟน ที่จะเน้นในการเล่นเสียง High resolution รวมไปถึงการปรับเสียงดนตรีให้เข้าที่ เรียกได้ว่าเป็นหูฟังสำหรับมือโปรค่ะ แถมยังมีเฮดโฟนสำหรับเล่นเกมอีก เรียกว่าเกมมิ่งเฮดโฟน โดยจะเน้นการใช้งานติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยที่ไม่ทำให้หูรู้สึกเมื่อยล้า และยังมีไมโครโฟนติดมาด้วย เหมาะสำหรับเซียนเกมทั้งหลายค่ะ

เห็นมั้ยล่ะคะ? การเลือกเฮดโฟนก็มีจุดยิบย่อยที่ต้องดูมากมาย หากตัดสินใจได้แล้วว่าเราเหมาะกับเฮดโฟนประเภทไหน จะเลือกมาลองใช้ตั้งแต่แรกก็ไม่เสียหายใช่มั้ยล่ะคะ

หูฟังแบบตัดเสียงรบกวนนั้นจำเป็นหรือไม่

หูฟังแบบตัดเสียงรบกวนนั้นจำเป็นหรือไม่

เฮดโฟนแบบตัดเสียงรบกวนหรือ Noise Cancelling นั้น จะมีระบบการปล่อยคลื่นเสียงออกมากำจัดเสียงรบกวนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงรถ หรือแม้แต่เสียงพูดคุยของคนรอบข้าง หูฟังแบบตัดเสียงรบกวนก็สามารถกำจัดเสียงเหล่านั้นให้หายไปได้ค่ะ ในเวลาที่ต้องการโฟกัสกับการอ่านหนังสือหรือทำงาน เฮดโฟนแบบนี้ถือว่าเหมาะสุดๆไปเลยค่ะ

แต่ถึงอย่างนั้น เฮดโฟนประเภทนี้อาจจะไม่สามารถกำจัดเสียงที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ หากมีเสียงรบกวน เช่น เสียงจากธรรมชาติ(White noise) ดังเข้ามา ก็อาจจะไม่สามารถกำจัดไปได้ทั้งหมดค่ะ แต่หากเป็นสถานที่ที่มีเสียงรถยนต์หรือเสียงรบกวนอื่นๆ แค่ลองปรับความดังของเพลงเพิ่มขึ้น ก็สามารถสนุกไปกับเพลงได้แล้วค่ะ

ตรวจสอบค่า Impedance และ ค่าความไว

ตรวจสอบค่า Impedance และ Efficiency

การเลือกเฮดโฟน เราควรจะตรวจสอบค่าความต้านทานไฟฟ้าของเฮดโฟน (Impedance) รวมไปถึงค่าความไวของเสียง (sensitivity) ด้วย เสียงจากเครื่องเล่นเพลงพกพาหรือสมาร์ทโฟนนั้นค่อนข้างมีเสียงที่มีความเป็นกลาง ดังนั้นควรจะเลือกรุ่นที่มีค่า Impedance ต่ำ แลค่าความไวสูง

ในขณะเดียวกันเฮดโฟนบางรุ่นก็มีค่า Impedance ที่ค่อนข้างสูงและ Efficiency ต่ำ หากเลือกเฮดโฟนรุ่นดังกล่าว ก็จะช่วยให้สามารถเล่นเพลงที่มีคุณภาพเสียงสูงได้ แต่บางครั้งก็อาจจะต้องใช้ตัวขยายสัญญาณ (Amplifier )ในการช่วยเสริมแรงของเสียงเพลง ยังไงก็ลองเลือกบาลานซ์ของ 2 ค่านี้ดีๆนะคะ

แรงกดทับก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงถึง

แรงกดทับก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงถึง

ความรู้สึกเบาสบายขณะใช้เฮดโฟนถือเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันนะคะ หากตัวหูของเฮดโฟนกดทับน้ำหนักลงบนใบหูอย่างพอดี ก็จะไม่ทำให้รู้สึกเมื่อยล้าเวลาที่ใช้งานติดต่อกันนานๆค่ะ โดยทั่วไปแล้ว เฮดโฟนที่มี Earpad ชนิด On Ear อาจจะให้อิมเมจของการกดทับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นทุกรุ่นนะคะ ลองหารีวิวของแต่ละรุ่นมาอ่าน ก็จะช่วยทำให้เลือกได้ง่ายขึ้นค่ะ

10 อันดับ Headphone เฮดโฟน ยอดฮิตขายดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้ ฉบับล่าสุดปี 2018

ต่อจากนี้ เราจะมาเลือก 10 อันดับ เฮดโฟนยอดนิยมกัน โดยอ้างอิงจากแบบที่มีสาย/ไม่มีสาย แบบเปิด/แบบปิดทึบสนิท ราคา ฯลฯ ลองมาดูกันเลยค่ะ

10. JVC HA-S90BN

10. JVC HA-S90BN

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 6,450 บาท

เลือกโหมดการเล่นเพลงได้ตามใจชอบ

JVC HA-S90BN เป็นเฮดโฟนแบบไร้สาย ที่มาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวน (ANC) แถมยังสามารถเลือกโหมดการฟังเพลงได้ถึง 3 โหมดด้วยกัน คือ Normal, Bass และ Clear เหมาะกับคนที่ชอบปรับโหมดการเล่นดนตรีตามแนวเพลงที่ฟังตามชอบค่ะ ส่วนในเรื่องของการใช้งาน สามารถฟังได้นานสูงสุดถึง 35 ชั่วโมงขณะใช้งานเฉพาะระบบตัดเสียงรบกวน หรือ 27 ชั่วโมงกรณีใช้งานแบบไร้สาย, หรือแม้แต่การใช้งานระบบตัดเสียงรบกวนควบคู่ไปกับการทำงานของ Bluetooth ก็ยังใช้ได้นานถึง 16 ชั่วโมง

นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมการเล่นได้ด้วย built-in ไมโครโฟนและปุ่มควบคุมที่ติดอยู่กับตัวเฮดโฟน รองรับการเชื่อมต่อเเบบ NFC อีกทั้งยังสามารถพกไปไหนมาไหนได้สะดวก สามารถพับเก็บหูฟังใส่กระเป๋าพกพาได้ทันที

9. Plantronics BackBeat PRO 2

9. Plantronics BackBeat PRO 2

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 6,990 บาท

ระบบเซนเซอร์อัตโนมัติช่วยประหยัดแบตเตอรี่

Plantronics BackBeat PRO 2 เป็นเฮดโฟนแบบไร้สายที่เน้นการให้เสียงกระจ่างใสที่สมจริงอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงหลายๆแนว นอกจากนี้ยังมีระบบตัดเสียงรบกวน (ANC) สามารถฟังเพลงได้ยาวนานสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้จะหมด จะมีเสียงเตือนอัตโนมัติให้เราได้รีบชาร์จอย่างทันท่วงทีด้วยล่ะค่ะ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ใช้งานเฮดโฟนเป็นเวลานานโดยไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่จะหมด

จุดเด่นของรุ่นนี้คือ ถึงแม้จะมีระบบ ANC แต่ก็สามารถใช้งาน OpenMic คือเปิดรับเสียงจากภายนอกได้โดยที่ไม่ต้องถอดเฮดโฟนออกด้วยล่ะค่ะ จุดเด่นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพียงแค่ถอดเฮดโฟนออก จะมีเซนเซอร์หยุดการทำงานทันที ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากเลยทีเดียว อีกทั้งยังเล่นเพลงต่อจากเดิมได้เมื่อใส่เฮดโฟนกลับอีกด้วย

8. Audio Technica ATH-M50x

8. Audio Technica ATH-M50x

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 5,150 บาท

เฮดโฟนสำหรับมืออาชีพในราคาจับต้องได้

Audio Technica ATH-M50x เป็น Monitor เฮดโฟนแบบมีสายที่มีDriverแบบพิเศษขนาด 45 มม. ค่า Impedance หรือค่าความต้านทาน 38 โอห์ม ช่วยให้สามารถรับฟังเสียงดนตรีได้อย่างคมชัด ตัวสายมีความยาวให้เลือกทั้ง 1.2 เมตรและ 3 เมตร

นอกจากนี้ตัวหูฟังยังสามารถหมุนได้รอบถึง 90 องศา มีความยืดหยุ่นสูง รวมไปถึงคุณภาพเสียงที่ดี มีความสามารถในการแยกเสียงแวดล้อมได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ได้รับการยอมรับจากวิศวกรเสียง ผู้เชี่ยวชาญ และนักสะสมเฮดโฟนอีกมากมาย เหมาะสุดๆกับการใช้อัดเสียงหรือการใช้งานอื่นๆสำหรับมืออาชีพค่ะ แต่ถึงจะเน้นการใช้งานแบบโปร ก็ยังสามารถพับและพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก

7. Xiaomi Mi Headphones (2nd Generation)

7. Xiaomi Mi Headphones (2nd Generation)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 3,290 บาท

วัสดุแข็งแรงแต่เบา อีกทั้งยังเปลี่ยนที่ครอบเฮดโฟนได้ตามใจชอบ

Mi Headphones (2nd Generation) เป็นเฮดโฟนแบบมีสายจากแบรนด์มือถือชื่อดังอย่าง Xiaomi โดยตัวเฮดโฟนทำจาก Graphene Vibration Diaphragm วัสดุเงินชุบทองแดง ซึ่งเน้นในเรื่องของความเบาที่เบากว่าไททาเนียม อัลลอย หนักเพียง 220 กรัม แต่ยังให้ความแข็งแรงทนทานมากกว่าเหล็ก ในเรื่องของเสียงก็มีการพัฒนาให้ Acoustic membrane หรือแผ่นกระจายเสียง มีขนาดใหญ่กว่าเฮดโฟนทั่วไปถึง 25% ทำให้ได้เสียงเบสที่ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ตัวครอบหูฟังยังสามารถถอดเปลี่ยนได้ไม่ว่าจะเป็นทั้งแบบ Around Ear  และ On Ear เพื่อให้ใช้งานได้เหมาะกับรูปร่างของใบหูรวมถึงความชอบของแต่ละคนอีกด้วยค่ะ เหมาะกับคนที่ชื่นชอบดีไซน์สวยเก๋ และกังวลว่ายังเลือกที่ครอบหูที่ตนถนัดไม่ได้ หารุ่นนี้มาลองก็น่าจะช่วยทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะคะ

ขณะเดียวกัน ตัวเฮดโฟนมีค่า Impedance หรือค่าความต้านทาน 32 โอห์มช่วยให้เฮดโฟนสามารถเล่นเพลงเสียงดังได้ถึงแม้จะมีแบตเตอรี่ต่ำ ปุ่มควบคุมที่มากับสายสามารถควบคุมการเปลี่ยนเพลง เพิ่มและลดเสียง รวมไปถึงการรับโทรศัพท์ได้ นอกจากนี้ไมค์ในตัวยังช่วยลดเสียงรบกวนในขณะสนทนาอีกด้วยค่ะ

6. JBL Everest Elite 300

6. JBL Everest Elite 300

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 9,990 บาท

อยากได้ยินเสียงแวดล้อมภายนอกดังแค่ไหนก็ควบคุมได้ง่าย!

JBL Everest Elite 300 เป็นเฮดโฟนแบบไร้สาย เรื่องแบรนด์ผู้ผลิตไม่ต้องพูดถึง เพราะว่ายี่ห้อนี้เค้ามีประสบการณ์ด้านเสียงนานถึง 70 ปี แต่จุดเด่นที่เราจะยกมาพูดถึงคือ เฮดโฟนรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่สามารถปรับระดับความดังของเสียงรบกวนภายนอกได้ด้วยเทคโนโลยี NXTGen active noise cancelling ทีนี้ก็สามารถเลือกได้ เวลาไหนที่สามารถฟังเพลงได้เต็มอิ่มจุใจไร้เสียงรบกวน หรือเวลาไหนที่ต้องการให้เสียงภายนอกพอเล็ดรอดเข้ามาได้บ้าง

เฮดโฟนสามารถใช้งานได้นานต่อเนื่อง 10 ชั่วโมงด้วย ANC และ Bluetooth และ 13 ชั่วโมงเมื่อเปิดใช้งาน ANC แต่ปิด Bluetooth นอกจากนี้ยังอุ่นใจเรื่องแบตเตอรี่ได้ เพราะว่าเฮดโฟนมีระบบปิดอัตโนมัติเมื่อไม่ใช้งาน ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ค่ะ

5. BOSE QuietComfort® 25

5. BOSE QuietComfort® 25

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 13,500 บาท

ใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนาน แถมปลอดเสียงรบกวนแม้บนเครื่องบิน

BOSE QuietComfort® 25 เป็นเฮดโฟนแบบไร้สาย ที่เน้นการทำงานเพื่อการฟังเพลงอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี Bose® Active EQ and TriPort® นอกจากนี้ยังสามารถกำจัดเสียงรบกวนรอบข้างได้แม้ขณะเดินทางแม้ในบนเครื่องบิน เหมาะกับคนที่เดินทางบ่อยแต่ชื่นชอบการฟังเพลงโดยไร้เสียงรบกวน ตัวเฮดโฟนใช้แบตเตอรี่แบบ AAA เล่นเพลงได้ยาวนานถึง 35 ชั่วโมง หากแบตเตอรี่หมดยังสามารถใช้งานต่อโดยไม่ใช้ระบบตัดเสียงรบกวน นอกจากนี้ยังสามารถพับเก็บใส่กระเป๋าได้อย่างเรียบร้อยอีกด้วยค่ะ

หากต้องการนำไปใช้ในการสนทนา สามารถใช้สายไมโครโฟนที่ให้มาพร้อมกับเฮดโฟนได้ ตัวที่ครอบหูถูกออกแบบมาเป็นพิเศษช่วยให้เก็บเสียงได้ดีและยังมีน้ำหนักเบา สามารถใช้ได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

4. Marshall Major II

4. Marshall Major II 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 4,390 บาท

รุ่นดังปรับโฉมใหม่คุณภาพแน่นกว่าเดิม

เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จัก Marshall กันใช่มั้ยล่ะคะ Marshall Major II เป็นเฮดโฟนแบบมีสายที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นดังอย่าง Marshall Major โดยเน้นเสียงเบสที่ทรงพลัง เปลี่ยนDriverเป็นแบบ 40 มม. ลดเสียงแหลมของเทรเบิลลง เน้นเสียงทุ้มของเบสให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถเสียบสายหูฟังได้ถึง 2 สายในเวลาเดียวกัน รองรับแจ็คขนาด 3.5 มม. เหมาะแก่การแชร์เพลงกันฟังไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือคนรู้ใจ อีกทั้งยังสามารถใช้สายไมโครโฟนควบคุมการทำงานของการรับและวางสายโทรศัพท์ และการเลือกเพลง ปรับความดังของเพลงได้ด้วย

3. AKG Y40

3. AKG Y40

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 5,990 บาท

ได้ทั้งดีไซน์เก๋และเสียงเบสที่ดังกระหึ่ม

AKG Y40 เป็นเฮดโฟนไร้สายแบบ On Ear ที่เน้นในเรื่องของดีไซน์ จนได้รับรางวัลRed Dot Design Award 2014 และ iF Design Award 2015 มาแล้วล่ะค่ะ ตัวเฮดโฟนมีขนาดที่เล็กกว่าเฮดโฟนทั่วไปด้วยน้ำหนักเพียง 135 กรัม แถมยังสามารถพับเก็บได้ง่าย ไม่ใหญ่เทอะทะ

แต่ก็ไม่ใช่แค่ดีไซน์เพียงอย่างเดียวนะคะ ด้านคุณภาพของเสียงก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกันค่ะ เพราะว่าถูกคิดค้นมาอย่างดีจนได้จุดเด่นในเรื่องของเสียงเบสที่ดังได้ใจ เหมาะแก่ชาวร็อคหรือใครก็ตามที่เน้นฟังเพลงที่มีเสียงเบสชัดๆ สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนมาใช้สายไมโครโฟนก็สามารถใช้ได้ค่ะ แถมยังสามารถควบคุมการใช้งานด้วยรีโมท คอนโทรลที่ติดอยู่กับสายไมโครโฟนอีก

2. Sennheiser HD 4.50 BTNC

2. Sennheiser HD 4.50 BTNC

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 8,990 บาท

ดีไซน์เรียบหรู ควบคุมการทำงานได้แค่ปลายนิ้วมือ

Sennheiser HD 4.50 BTNC เป็นเฮดโฟน Around Ear แบบไร้สายที่เชื่อมต่อการใช้งานผ่าน Bluetooth แต่ก็สามารถใช้กับสายแจ็คที่มีมาให้ได้ด้วยเหมือนกัน ตัวเฮดโฟนมี NoiseGard™ ที่เป็นระบบตัดเสียงรบกวนช่วยตัดเสียงรบกวนภายนอก และถึงแม้จะเป็นเฮดโฟนแบบไร้สาย แต่ก็สามารถเชื่อมต่อได้ด้วยระบบNFC แถมยังสามารถควบคุมการเล่นเพลง รวมไปถึงการรับสายในกรณีเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดายเพียงแค่แตะที่แผงควบคุมบนตัวเฮดโฟนค่ะ เหมาะกับคนที่ชื่นชอบทั้งการฟังเพลง และคุยโทรศัพท์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถใช้งานได้ง่าย

นอกจากนี้ยังสามารถเล่นเพลงได้อย่างต่อเนื่องถึง 25 ชั่วโมง ตัวเฮดโฟนมีตัวแปลงสัญญาณ aptX ที่ช่วยให้เสียงมีคุณภาพที่คมชัดขึ้น จะใช้เล่นเกมด้วยก็ยังได้ แถมยังสามารถพับเก็บได้ง่าย หมดปัญหาสายพันกันวุ่นวาย พกไปไหนมาไหนก็สะดวกค่ะ

1. Sony MDR-XB950B1

1. Sony MDR-XB950B1

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 5,490 บาท

เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นเพื่อเลือกโหมดดนตรีที่ชื่นชอบได้

Sony MDR-XB950B1 เป็นเฮดโฟนแบบไร้สายที่มีเทคโนโลยี EXTRA BASS™สามารถใช้งานได้ง่ายเพียงกดแค่ปุ่มเดียวก็สามารถเพิ่มพลังเสียงเบสอันทรงพลังได้ และเพื่อให้ได้รับฟังเพลงอย่างเต็มอารมณ์ เฮดโฟนก็มีระบบตัดเสียงกบรวนอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถใช้ NFCเพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 18 ชั่วโมงเลยทีเดียว

จุดเด่นอีกอย่างของเฮดโฟนของ Sony คือสามารถเชื่อมต่อกับ Sony | Headphones Connect app เพื่อปรับระดับเสียงเบส รวมไปถึงโหมดการฟังเพลง ไม่ว่าจะเป็น outdoor-stage, club, hall หรือ arena ได้ เหมาะสุดๆสำหรับคนที่ชื่นชอบการฟังเพลงหลากหลายแนวและต้องการปรับโหมดให้ตรงตามความชอบของตัวเอง

บทส่งท้าย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เฮดโฟนที่มีราคาต่างกัน ก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป แต่ถ้าได้เลือกรุ่นที่มีดีไซน์ ฟังก์ชั่น รวมถึงการให้เสียงในแบบที่ตัวเองชอบล่ะก็ จะช่วยทำให้เราดูหนัง ฟังเพลงได้อย่างมีอรรถรสเพิ่มขึ้นอย่างมากเลยทีเดียวล่ะค่ะ ยังไงก็ลองพิจารณาเลือกรุ่นที่ตัวเองชอบดูนะคะ

Popular Posts