10 อันดับ Hair Treatment ทรีตเมนต์ผม ยอดฮิตขายดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้ ฉบับล่าสุดปี 2019

10 อันดับ Hair Treatment ทรีตเมนต์ผม ยอดฮิตขายดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้ ฉบับล่าสุดปี 2018

นอกจากหน้าตาและเสื้อผ้าแล้ว สภาพผมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพของเรา เหมือนกับที่หลาย ๆ คนชอบพูดว่าเสื้อผ้าหน้าผมต้องเป๊ะอยู่เสมอ ซึ่งการดูแลเส้นผมนี้ก็คล้ายคลึงกับการดูแลผิวหน้านั่นแหละค่ะ ต้องใช้ความพิถิพิถันสักเล็กน้อยเพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดและบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งสมัยนี้สินค้าไม่ได้มีให้เลือกกันแค่อย่างสองอย่าง แต่มีเป็นร้อยเป็นพัน ถ้าเลือกผิดไปเอาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตอบโจทย์มาใช้เข้า มีหวังอาจสูญเสียทั้งผมสวย ๆ และเงินในกระเป๋าเลยก็ได้นะคะ

เพื่อไม่ให้สมาชิก mybest ของเราต้องผิดหวังกับเหตุการณ์ดังกล่าว ครั้งนี้ทีมงานเราจึงนำข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับการเลือก “ทรีตเมนต์” หนึ่งในผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่สำคัญมาฝากกันค่ะ เพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังมีปัญหาผมแห้งเสีย ขาดร่วงหรือชี้ฟูต้องการการบำรุงอย่างล้ำลึกเตรียมอ่านกันได้เลย นอกจากนี้เรายังจัด 10 อันดับทรีตเมนต์ยอดฮิตที่หาซื้อได้ง่ายทางออนไลน์มาให้เสร็จสรรพ รับรองว่าอ่านแค่บทความนี้บทความเดียวก็คุ้มค่า ได้ประโยชน์เต็ม ๆ

สารบัญ

หน้าที่หลักของทรีตเมนต์:ฟื้นฟูผมเสีย

หน้าที่หลักของทรีตเมนต์:ฟื้นฟูผมเสีย

สาว ๆ เคยสงสัยไหมคะว่าทรีตเมนต์และครีมนวดผม (Conditioner) นั้นแตกต่างกันอย่างไร ทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้ต่างกันแค่ขั้นตอนการใช้งานเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่และมีคุณสมบัติต่างกัน โดยครีมนวมผมจะทำหน้าที่เคลือบผมชั้นนอกเป็นหลัก ในขณะที่ทรีตเมนต์หรือ Hair Mask ให้ความชุ่มชื้นล้ำลึกถึงเส้นผมชั้นใน ช่วยให้ผมเงางาม นุ่มลื่นดูมีน้ำหนัก แถมยังฟื้นฟูผมเสียจากการทำสี การไดร์ด้วยความร้อนหรือการดัดอีกด้วย

วิธีการเลือกทรีตเมนต์

คลายความสงสัยเรื่องข้อแตกต่างของครีมนวดผมกับทรีตเมนต์ไปแล้ว ลำดับต่อไปเราไปดูวิธีการเลือกทรีตเมนต์ให้ตอบโจทย์ความต้องการกันดีกว่าค่ะ

“ทรีตเมนต์ทั่วไป” กับ “ทรีตเมนต์ชนิดไม่ต้องล้างออก” ต่างกันอย่างไร

ทรีตเมนต์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่ ทรีตเมนต์ทั่วไปที่ใช้หมักผมแล้วล้างออก และทรีตเมนต์ชนิดที่ไม่ต้องล้างออก ซึ่ง 2 ชนิดนี้มีจุดเด่น-จุดด้อยต่างกันอย่างไร เลื่อนลงไปอ่านด้านล่างได้เลยค่ะ

ชนิดล้างออก:เน้นการฟื้นฟูผมเสีย

ชนิดล้างออก:เน้นการฟื้นฟูผมเสีย

ทรีตเมนต์ชนิดล้างออกนี้หลัก ๆ แล้วทำหน้าที่ฟื้นฟูและรักษาเส้นผมที่เสียหายค่ะ ใช้งานโดยการชโลมที่เส้นผมทิ้งไว้สักพัก (ระยะเวลาที่ทิ้งไว้ขึ้นอยู่กับสภาพและความเสียหายของเส้นผม)  แล้วล้างทำความสะอาดออก ถือเป็นชนิดที่เราคุ้นเคยกันดีและหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด

ทรีตเมนต์ชนิดล้างออกของแต่ละแบรนด์มักมีส่วนผสมที่ใส่มารองรับกับแชมพูแบรนด์เดียวกัน ทำให้เมื่อใช้คู่กันแล้วเห็นผลลัพธ์ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้นสำหรับใครที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างเต็มรูปแบบ แนะนำให้ลองซื้อทั้งแชมพูและทรีตเมนต์ของแบรนด์นั้น ๆ มาใช้คู่กันดูนะคะ

ชนิดไม่ต้องล้างออก:เน้นการปกป้องเส้นผมจากความแห้งกร้าน

ชนิดไม่ต้องล้างออก:เน้นการปกป้องเส้นผมจากความแห้งกร้าน

ทรีตเมนต์ชนิดไม่ต้องล้างออกโดยส่วนใหญ่จะทำหน้าที่เคลือบเส้นผมชั้นนอกเป็นหลัก ช่วยปิดล็อกการสูญเสียน้ำของเส้นผมและปกป้องเส้นผมจากความแห้งกร้าน แต่เนื่องจากไม่ได้ตรงเข้าแก้ไขปัญหาเส้นผมภายในเหมือนกับชนิดก่อนหน้านี้ จึงไม่เหมาะกับการใช้ฟื้นฟูอาการผมเสียอย่างรุนแรง

เลือกเนื้อสัมผัสและปริมาณน้ำมันของทรีตเมนต์ให้เหมาะกับลักษณะเส้นผม

เลือกเนื้อสัมผัสและปริมาณน้ำมันของทรีตเมนต์ให้เหมาะกับลักษณะเส้นผม 

แม้ว่าดูจากภายนอกแล้วทรีตเมนต์จะมีหน้าตาหรือเนื้อผลิตภัณฑ์คล้ายคลึงกันไปหมด แต่จริง ๆ แล้วส่วนผสมภายในนั้นแตกต่างกันมากนะคะ บ้างมีส่วนผสมของน้ำมันเยอะ บ้างมีน้อย แถมยังมีความเข้มข้นของสารบำรุงไม่เท่ากันอีก เวลาเลือกซื้อ เพื่อน ๆ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบส่วนผสมต่าง ๆ ให้ดี

สำหรับคนที่มีผมเส้นเล็ก ลีบแบนได้ง่าย ทีมงานขอแนะนำให้เลือกชนิดที่มีส่วนผสมของน้ำมันน้อย แต่ถ้าเพื่อน ๆ มีผมเส้นใหญ่หรือผมหนาเป็นทุนเดิม เลือกแบบที่ผสมน้ำมันมาพอประมาณจะเหมาะสมกว่าค่ะ  นอกจากนี้อย่าลืมคำนึงถึงผลลัพธ์ที่ต้องการด้วยนะคะ ถ้าอยากได้ผมเรียบ ไม่ชี้ฟู ให้เลือกที่มีเนื้อสัมผัสเข้มข้นหรือเหนียวหนืดเล็กน้อย แต่หากต้องการให้ผมมีวอลลุ่ม ดูหนาไม่ลีบแบน แนะนำผลิตภัณฑ์ที่เนื้อไม่เหนียว ใช้แล้วเบาสบายหนังศีรษะจะตอบโจทย์กว่าค่ะ

เลือกทรีตเมนต์ที่แก้ปัญหาเฉพาะจุด (ผมแห้งเสีย ผมขาดร่วง ผมแตกปลาย)

ตามที่เราได้เกริ่นไปในหัวข้อที่แล้ว ส่วนผสมของทรีตเมนต์แต่ละยี่ห้อนั้นแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้ทรีตเมนต์นั้น ๆ เหมาะกับการแก้ไขปัญหาเส้นผมที่ต่างกันไปด้วย

ผมแห้งชี้ฟูเป็นไม้กวาด:เลือกทรีตเมนต์ที่มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์สูง

ผมแห้งชี้ฟูเป็นไม้กวาด:เลือกทรีตเมนต์ที่มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์สูง 

ผมแห้งเสียชี้ฟูมีสาเหตุหลักมาจากอาการขาดน้ำในเส้นผม ซึ่งอาการขาดน้ำนี้จะเกิดได้ง่ายขึ้นหากเส้นผมมีสภาพอ่อนแอเนื่องด้วยการทำสี ทำเคมีเป็นประจำ หรือถูกแสงรังสียูวีทำลาย หากเพื่อน ๆ กำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้อยู่ล่ะก็ แนะนำให้เลือกทรีตเมนต์ที่มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์สูงอย่างน้ำมันโจโจบา น้ำมันอาร์แกนเพื่อเข้าเติมปริมาณน้ำที่ขาดหายและกักเก็บความชุ่มชื้นในเส้นผมให้อยู่นานขึ้นค่ะ

ผมขาดร่วง แตกปลาย:เลือกผลิตภัณฑ์ที่มี CMC และกรดไฮยาลูรอนิค

ผมขาดร่วง แตกปลาย:เลือกผลิตภัณฑ์ที่มี CMC และกรดไฮยาลูรอนิค

สาเหตุของปัญหาผมขาดร่วง แตกปลายคือการที่คิวติเคิล (Cuticle) หรือชั้นนอกสุดของเส้นผมได้รับความเสียหายนั่นเองค่ะ ซึ่งเจ้าคิวติเคิลนี้เมื่อเสียหายครั้งนึงแล้วจะไม่สามารถกลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ความเสียหายนั้นลามไปเป็นวงกว้าง สิ่งที่เพื่อน ๆ ทำได้คือเลือกใช้ทรีตเมนต์ที่ช่วยเยี่ยวยาชั้นคิวติเคิลที่เสียหายให้กลับมาเนียนเรียบได้ใกล้เคียงสภาพเดิม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร Cell Membrane Complex (CMC) กรดไฮยาลูรอนิค หรือสาร Lipidure เป็นต้น

ผมเสีย:เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม Silicone

ผมเสีย:เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม Silicone

เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงพอทราบว่าสาร Silicone นั้นเป็นอีกหนึ่งส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยงเวลาเลือกสกินแคร์ แต่ใครจะรู้คะว่าเจ้าสารนี้กลับมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในการฟื้นฟูผมที่เสียหายอาทิจากกระบวนการทำเคมีต่าง ๆ แถมยังทำหน้าที่เคลือบผม ปิดล็อกไม่ให้สารมอยส์เจอร์ไรเซอร์จากทรีตเมนต์จางหายไปอย่างรวดเร็ว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการให้ผมดูมีน้ำหนัก ทิ้งตัวสลวย

ผมไร้วอลลุ่ม หนังศีรษะแพ้ง่าย:เลือกผลิตภัณฑ์ Non Silicone

ผมไร้วอลลุ่ม ไม่เงางาม หนังศีรษะแพ้ง่าย:เลือกผลิตภัณฑ์ Non Silicone

เพื่อน ๆ คนไหนที่เจอปัญหาผมไร้วอลลุ่ม เรียบแปล้ดูเหมือนไม่ได้สระผมมาหลายวัน แนะนำให้เลือกใช้ทรีตเมนต์ชนิดปราศจากสาร Silicone เลยนะคะ เพราะทรีตเมนต์ชนิดนี้มีโอกาสตกค้างบนหนังศีรษะน้อย ทำให้เมื่อล้างออกแล้วได้ผลลัพธ์เป็นผมเบาสบาย แถมยังลดความเสี่ยงที่หนังศีรษะจะระคายเคืองได้อีกด้วย

คำนึงถึงส่วนผสมที่ช่วยให้หวีสางได้ง่ายขึ้น

คำนึงถึงส่วนผสมที่ช่วยให้หวีสางได้ง่ายขึ้น

สำหรับคนที่ไหนเจอปัญหาหวีผมแล้วสะดุด ใช้นิ้วสางอย่างไรก็ไม่ไป แนะนำให้มองหาผลิตภัณฑ์ที่มี Silicone หรือสารไคโตซานที่ทำหน้าที่เคลือบผม ส่งผลให้นุ่มสลวย ลื่นหวีง่ายไม่ติดขัด แต่ถ้าต้องการให้ผมเงางาม ให้เลือกเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมน้ำมันอโวคาโด น้ำมันมะกอกหรือสาร Squalene แทนนะคะ

เลือกกลิ่นที่ถูกใจ ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

เลือกกลิ่นที่ถูกใจ ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 

ไม่ว่าคุณสมบัติของทรีตเมนต์จะดีเลิศสักแค่ไหน แต่ถ้ากลิ่นไม่ถูกใจเพื่อน ๆ แล้ว จะให้ทนใช้ต่อก็คงเป็นไปได้ยากใช่ไหมล่ะคะ ด้วยเหตุนี้ทีมงานจึงขอแนะนำให้ใช้กลิ่นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกด้วย โดยปัจจุบันทรีตเมนต์ก็มีหลากหลายกลิ่นให้เลือกซื้อ อาทิ กลิ่นวานิลา กุหลาบ น้ำผึ้ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากเพื่อน ๆ ต้องการคุณสมบัติกลิ่นติดทนนานด้วยล่ะก็ แนะนำให้อ่านรีวิวจากผู้ใช้จริงประกอบการตัดสินใจจะดีกว่าค่ะ

10 อันดับ Treatment ครีมหมักผม ยอดฮิตขายดี ที่สามารถซื้อออนไลน์ได้

และแล้วก็มาถึงช่วงที่หลายคนรอคอย ลำดับต่อไปเราจะพาเพื่อน ๆ ไปชมกันค่ะ ว่าทรีตเมนต์จากแบรนด์ไหนกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้

10. Schwarzkopf Professional BC Bonacure Repair Rescue Reversilane Deep Nourishing Treatment (200 ml)

10. Schwarzkopf Professional BC Bonacure Repair Rescue Reversilane Deep Nourishing Treatment (200 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 1,330 บาท

มอบความชุ่มชื้น พร้อมฟื้นฟูผมเสียจากการทำสี

ทรีตเมนต์ยี่ห้อนี้หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตากันเท่าไร แต่เขาก็มีประสิทธิภาพดีไม่แพ้อันดับอื่น ๆ ที่เราแนะนำมาเลยนะคะ ด้วยนวัตกรรม Amino Cell Rebuild ตรงเข้าฟื้นฟูเกล็ดผมที่ถูกทำลาย กักเก็บความชุ่มชื้น มอบผลลัพธ์เป็นเส้นผมนุ่มลื่น ดูมีชีวิตชีวาโดยที่ไม่ทำให้ผมมัน

เนื้อทรีตเมนต์ไม่ข้นมาก ชโลมลงบนผมได้ง่าย เพื่อน ๆ คนไหนที่มีสภาพผมแห้งเสียจากการย้อมสี เก็บยี่ห้อนี้ไว้เป็นตัวเลือกก็ดีนะคะ

9. Le’ Sasha Hair Revital Mask (250 ml x 2)

9. Le' Sasha Hair Revital Mask (250 ml x 2)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 430 บาท

บำรุงล้ำลึก เอาใจคนรักการจัดแต่งทรงผมด้วยความร้อนเป็นประจำ

Le’ Sasha เขาไม่ได้โด่งดังเรื่องอุปกรณ์ทำผมอย่างเดียวนะคะ ผลิตภัณฑ์บำรุงผมของเขาก็มาแรงไม่แพ้กัน ด้วยสารสกัดจากเมล็ดองุ่น ช่วยฟื้นฟูผมเสียจากการโดนความร้อน ผมแข็งกระด้างและผมชี้ฟูให้กลับมามีสุขภาพดี ผู้ใช้จริงส่วนใหญ่สัมผัสได้ว่าผมนุ่มลื่นและมีน้ำหนักขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้

ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากจะเหมาะกับสาว ๆ ที่จัดแต่งทรงผมด้วยเครื่องหนีบ เครื่องม้วนเป็นประจำแล้ว ทรีตเมนต์แบรนด์นี้เขายังเป็นที่นิยมในบรรดาหนุ่ม ๆ ด้วยนะคะ ราคาไม่แพงแถมยังใส่คุณสมบัติมาให้เต็ม ๆ แบบนี้ แนะนำให้รีบไปจับจองเป็นเจ้าของเลยค่ะ

8. L’Oréal Paris Elvive 6 Oil Nourish (200 ml)

8. L'Oréal Paris Elvive 6 Oil Nourish (200 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 199 บาท

มอบความชุ่มชื้นล้ำลึกด้วยน้ำมัน 6 ชนิด

เพื่อน ๆ ที่ชอบใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมจากน้ำมันธรรมชาติต้องชอบทรีตเมนต์ตัวนี้เป็นแน่ค่ะ เพราะเขาสกัดมาจากน้ำมันดอกไม้ถึง 6 ชนิด ได้แก่ อาร์แกน, โรส, คาร์โมมายด์, โลตัส, โซยาและซันฟลาวเวอร์ ช่วยบำรุงผมให้นุ่มลื่นกว่าเดิมถึง 2 เท่า มอบผลลัพธ์เป็นผมมีน้ำหนัก จัดทรงง่ายและเงางามน่าสัมผัส

นอกจากนี้แล้ว หลาย ๆ คนที่ลองใช้ยังสัมผัสได้ว่าปัญหาผมแตกปลายดูลดลงหลังใช้อย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่เหมาะสำหรับจัดการสภาพผมแห้งขาดความชุ่มชื้นเลยค่ะ

7. Tresemme Keratin Smooth Masque (180 ml)

7. Tresemme Keratin Smooth Masque (180 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 159 บาท

ลดปัญหาผมชี้ฟู ฟื้นบำรุงให้ผมนุ่มลื่นด้วยราคาประหยัด

นอกจากจะมีแชมพูที่โด่งดังในโลกออนไลน์แล้ว แบรนด์ Tresemme เขาก็มีมาส์กบำรุงเส้นผมมาตอบสนองเพื่อน ๆ ที่ผมแห้งเสีย ชี้ฟูด้วยนะคะ โดยตัวนี้มีส่วนผสมหลักจากเคราติน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญของเส้นผม ช่วยให้ผมนุ่มลื่น ดูเงางามเรียบสวยและแข็งแรงมากขึ้น ใครที่เคยเจอปัญหาผมชี้หรือไม่เป็นทรงเวลาเจอความชื้น ตัวนี้น่าจะแก้ปัญหาได้ดีเลยค่ะ

นอกจากนี้ผู้ใช้จริงหลายคนยังรีวิวไว้ว่าปัญหาผมพันกันลดลง ใช้แล้วผมไม่ลีบแบนหรือมันเหมือนทรีตเมนต์ยี่ห้ออื่น ๆ แถมยังมอบกลิ่นหอมติดทนให้เส้นผม ที่สำคัญราคาไม่แพงอีกด้วยค่ะ

6. L’Oreal Professionnel Hair Spa Repairing Creambath (500 g)

6. L'Oreal Professionnel Hair Spa Repairing Creambath (500 g)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 450 บาท

ผมนุ่มลื่น จัดทรงง่าย ให้ผมลัพธ์เหมือนได้ไปอบไอน้ำที่สปา

เป็นอีกหนึ่งทรีตเมนต์ที่เหมาะกับเพื่อน ๆ ที่มีผมเสีย แห้งกรอบค่ะ เพราะเขาประกอบไปด้วยน้ำบริสุทธิ์และ Water Lily (ดอกบัวสาย) ช่วยฟื้นฟูสุขภาพผมให้นุ่มลื่น จัดทรงง่าย มีน้ำหนักตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ให้ผลลัพธ์เสมือนได้ไปอบไอน้ำที่ร้านทำผมเลยทีเดียว

เนื้อทรีตเมนต์เข้มข้น ให้กลิ่นติดผมนาน มาในปริมาณมากถึง 500 กรัม รับรองว่าใช้ต่อเนื่องได้ยาว ๆ เลยค่ะ อย่างไรก็ตามตัวนี้ยังโดนสาว ๆ หลายคนติเรื่องกลิ่นที่แรงไปสักนิดอยู่นะคะ ใครที่สนใจ อาจต้องลองไปดมกลิ่นจากสินค้าทดลองดูก่อ

5. Mooi Keratin Hair Treatment (300 g)

5. Mooi Keratin Hair Treatment (300 g)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 550 บาท

จัดการปัญหาเส้นผมได้ครบวงจรด้วบเคราติน 100%

สำหรับใครที่กำลังเจอปัญหาผมเสียจากการทำเคมีเช่น ย้อมสี ดัด ยืด ทรีตเมนต์จาก Mooi ตัวนี้ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะอุดมด้วยสารเคราตินเข้มข้น 100% ตรงเข้าฟื้นฟูสุขภาพเส้นผมลึกถึงภายใน นอกจากนี้ยังจัดการกับผมแห้งกรอบ ผมขาดหลุดร่วงได้อยู่หมัด สาว ๆ ทุกวัยถูกใจเพราะสัมผัสได้ว่าผมมีน้ำหนักมากขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ยิ่งถ้าใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดผมแตกปลายได้ด้วยนะคะ

มาดูกันที่เนื้อทรีตเมนต์กันบ้าง ตัวนี้มีสีน้ำตาลครีมข้น ไม่เหลวไหลย้อย มาพร้อมกลิ่นหอม ใช้เพียงแค่ครั้งละไม่มากก็มีประสิทธิภาพ ปริมาณคุ้มค่ากับราคาแถมยังดูแลเส้นผมครบวงจรอย่างนี้ ต้องรีบไปจับจองแล้วค่ะ

4. L’Oreal Paris Extraordinary Oil Eclat Imperial Mask (250 ml)

4. L’Oreal Paris Extraordinary Oil Eclat Imperial Mask (250 ml)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 349 บาท

บำรุงผมชี้ฟูให้เรียบลื่น น่าสัมผัสด้วยน้ำมันกุหลายฝรั่งเศส

เพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังตามหาทรีตเมนต์ที่มีส่วนผสมหลักจากน้ำมันเพื่อบำรุงให้ผมเรียบลื่น ไม่แห้งเป็นไม้กวาด ต้องชอบตัวนี้แน่นอนค่ะ เพราะเขาอุดมไปด้วยน้ำมันดอกกุหลาบฝรั่งเศสและน้ำมันมะพร้าว ช่วยฟื้นฟูผมแข็งกระด้างให้กลับมานุ่มน่าสัมผัส เงางามเปล่งประกาย แถมยังมอบกลิ่นหอมติดทน เรียกได้ว่าเอาใจสาว ๆ หลายคนจนหมดแล้วต้องกลับมาซื้อใหม่เลยทีเดียว

นอกจากทรีตเมนต์แล้ว ทางแบรนด์เขาก็ออกผลิตภัณฑ์ออยล์บำรุงไลน์เดียวกันที่ไม่เหนียวเหนอะหนะมาให้เพื่อน ๆ ได้ดูแลเส้นผมกันอย่างครบวงจรด้วย ราคาไม่แพง แถมได้ปริมาณคุ้มค่า แนะนำให้รีบหามาไว้ติดบ้านเลยค่ะ

3. BSC Hair Care Glossy Hair Treatment Wax (450 g)

3. BSC Hair Care Glossy Hair Treatment Wax (450 g)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 400 บาท

ผมนุ่มสวย กลิ่นหอมติดทนตลอดวัน

ผลิตภัณฑ์จาก BSC แบรนด์ที่เราคุ้นเคยตัวนี้ไม่พูดถึงไม่ได้เลยค่ะ เพราะเขามียอดขายและถูกรีวิวอย่างล้นหลาม ด้วยส่วนผสมจาก Hya Moist อนุพันธ์ไฮยาลูรอนิคและน้ำมันดอกสึบากิหรือคาเมลเลีย จึงฟื้นฟูเส้นผมแห้งเสียกระด้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผลลัพธ์เป็นผมนุ่ม ทิ้งตัวสลวย ผู้ใช้จริงหลายคนถูกใจจนต้องซื้อซ้ำ

นอกจากคุณสมบัติฟื้นบำรุงผมแล้ว เรื่องมอบกลิ่นหอมตัวนี้เขาก็ชนะขาดค่ะ เพราะสาว ๆ กว่า 80% ที่ได้ลองใช้ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ากลิ่นติดผมยาวนาน เสมือนฉีดน้ำหอมให้กับผมเลยทีเดียว

2. Lolane Intense Care Keratin Repair Mask (แถบสีม่วง) (200 g)

2. Lolane Intense Care Keratin Repair Mask (แถบสีม่วง) (200 g)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 145 บาท

ผมนุ่มลื่นส่งกลิ่นหอม ฟื้นฟูความเสียหายจากการทำสี

เอาใจคนรักการทำสีผมอย่างต่อเนื่องด้วยทรีตเมนต์จาก Lolane แบรนด์ดังเรื่องผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ตัวนี้เน้นการฟื้นฟูผมแห้งเสียจากการย้อมสีผมโดยเฉพาะ มีนวัตกรรมเคราติน แมทชิ่ง อินเทลลิเจ้นท์ ช่วยเติมสารอาหารให้กับเส้นผมถึงภายใน ส่งผลให้สุขภาพผมแข็งแรง นุ่มลื่นแถมยังเปล่าประกายกว่าเดิม

ด้านเนื้อทรีตเมนต์ ตัวนี้หลายคนบอกว่าไม่ข้นเหนียวมากค่ะ สามารถชโลมลงผมได้ทั่วและล้างออกได้ง่าย ที่สำคัญมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกสดชื่นขณะหมัก บางคนที่ใช้อย่างต่อเนื่องยังชมอีกนะคะว่าผมแตกปลายลดลง ดูแลผมได้ครบครันอย่างนี้ ไม่ลองไม่ได้แล้วค่ะ

1. Dove Hair Treatment Mask Intense Repair (200 ml x 2)

1. Dove Hair Treatment Mask Intense Repair (200 ml x 2)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LAZADA

ราคา 318 บาท

เปลี่ยนผมแห้งเสียเป็นผมนุ่ม มีน้ำหนัก

ทรีตเมนต์จาก Dove ตัวนี้เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนผมแห้งเสียจากการทำเคมีต่าง ๆ อาทิ การกัดหรือย้อมสี ได้เป็นอย่างดี แถมแบรนด์เขายังเคลมมาว่าถ้าใช้เป็นประจำจะป้องกันผมเสียในอนาคตได้อีกด้วย โดยเนื้อทรีตเมนต์เข้มข้น อุดมไปด้วยสารบำรุง ช่วยให้ผมนุ่มลื่น ไม่พันกันและมีน้ำหนักมากขึ้น ที่สำคัญขอบอกว่าตัวนี้กลิ่นหอมตามแบบฉบับ Dove และติดทนมากค่ะ

ส่วนใครที่ผมชี้ฟู ตัวนี้เขาก็ช่วยคุณได้นะคะ แต่ขอแนะนำว่าอย่าใช้บริเวณโคนผมหรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไปเพราะอาจทำให้ผมมันหรือเกิดอาการแพ้เอาได้

เคล็ดลับการใช้ทรีตเมนต์

เชื่อว่าหลายคนในที่นี้คงเคยเจอเหตุการณ์ที่ว่าไปทำทรีตเมนต์ที่ร้านทำผมแล้วผมดูเรียบลื่นเงางาม แต่พอกลับมาทำเองที่บ้าน กลับได้ผลลัพธ์ต่างกันสิ้นเชิง หากเพื่อน ๆ เจอปัญหาดังกล่าวอยู่ล่ะก็ ลองเปลี่ยนวิธีการหมักผมดูไหมคะ ไม่แน่อาจจะเป็นวิธีแก้ปัญหานี้ก็ได้ค่ะ

ชโลมทรีตเมนต์ตั้งแต่ส่วนกลางผมจนถึงปลายผม

ชโลมทรีตเมนต์ตั้งแต่ส่วนกลางผมจนถึงปลายผม

เวลาหมักผม สิ่งที่เพื่อน ๆ ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่งเลยก็คือ การชโลมทรีตเมนต์ที่บริเวณหนังศรีษะโดยตรงค่ะ เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุทำให้หนังศีรษะระคายเคืองได้ เว้นเสียแต่ว่าทรีตเมนต์ตัวนั้นถูกออกแบบมาเพื่อบำรุงหนังศีรษะโดยเฉพาะ

ทีมงานขอแนะนำให้ชโลมลงบริเวณกลางผมไปจนถึงส่วนปลายแทน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

หมักทรีตเมนต์ตอนผมหมาดที่สุด ในระยะเวลาที่เหมาะสม

หมักทรีตเมนต์ตอนผมหมาดที่สุด ในระยะเวลาที่เหมาะสม

ทรีตเมนต์จะซึมซาบเข้าฟื้นฟูเส้นผมได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อเราหมักผมตอนที่ผมมีสภาพหมาดที่สุดค่ะ โดยหลังสระทำความสะอาดเสร็จ ให้เพื่อน ๆ เช็ดผมให้แห้งหมาด ๆ จากนั้นชโลมทรีตเมนต์ลงบนตำแหน่งที่เหมาะสม ทิ้งไว้ประมาณ 2 – 5 นาทีแล้วล้างออก (ระยะเวลาที่หมักทิ้งไว้อาจเปลี่ยนแปลงไปตามคำแนะนำของผู้ผลิตแต่ละราย)

ทีมงานขอแนะนำให้ใช้หมวกอาบน้ำคลุมทับขณะหมักทิ้งไว้ เพราะสภาพอากาศอบ ๆ จะทำให้เนื้อทรีตเมนต์และสารบำรุงต่าง ๆ ซึมเข้าเส้นผมภายในได้ดีนั่นเองค่ะ เพื่อน ๆ ลองนำไปใช้กันดูนะคะ

หมักผมก่อนลงครีมนวด

หมักผมก่อนลงครีมนวด

หลายคนสับสนว่าหลังสระผมด้วยแชมพูปกติแล้วเราจะเลือกใช้อะไรก่อน ทรีตเมนต์หรือครีมนวดผม? ทีมงานขอบอกว่าควรใช้ทรีตเมนต์ก่อนค่ะ เพราะอย่างที่กล่าวไปในตอนต้น ส่วนผสมของครีมนวดผมจะเคลือบผิวชั้นนอกของเส้นผมเอาไว้ ทำให้ส่วนผสมต่าง ๆ จากทรีตเมนต์ไม่สามารถซึมซาบเข้าสู่เส้นผมได้

ฉะนั้นแล้ว การบำรุงผมด้วยลำดับขั้นตอน แชมพู ≫ ทรีตเมนต์ ≫ ครีมนวดผม จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเองค่ะ

หมักเป็นประจำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

หมักเป็นประจำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

สาว ๆ หลายคนคงพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าการหมักผมควรทำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่บางคนอาจสงสัยใช่ไหมคะว่าแล้วหมักทุกวันได้หรือเปล่า คำตอบคือได้ค่ะ เพราะเส้นผมของคนเราถูกทำร้ายได้ทุกวันจากมลภาวะและผลกระทบต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น รังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดด ความร้อนจากไดร์เป่าผม ดังนั้นการบำรุงผมทุกวันจึงการรักษาผมให้มีสุขภาพดีและพริ้วสวยอยู่เสมอ

บทส่งท้าย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ? กับเรื่องราวของทรีตเมนต์ที่เราได้นำเสนอไป มีหลายแบบเลยทีเดียวใช่ไหมคะ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทรีตเมนต์นั้น ๆ จะมีคุณสมบัติดีสักแค่ไหน หากไม่ใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่องหรือใช้ให้ถูกวิธี เราก็อาจไม่เห็นผลลัพธ์ตามที่คาดหวังนะคะ

นอกจากนี้ไม่เพียงแค่ทรีตเมนต์อย่างเดียว ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนย้อมสี หนีบผม ม้วนผมหรือใช้ความร้อนจัดทรงผมเป็นประจำด้วยล่ะก็ การใช้เซรั่มบำรุงหรือสเปรย์กันความร้อนก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเส้นผมของเรานั้นเมื่อเสียไปแล้วไม่ได้กลับมามีสภาพเดิมได้ง่าย ๆ ดังนั้นกันไว้ดีกว่าแก้จะดีกว่านะคะ